14/2/2011 DPM HOR Namhong-s Speech at the UN Security Council ถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง ที่ UNSC

14/2/2011 DPM HOR Namhong-s Speech at the UN Security Council ถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง ที่ UNSC


14/2/2011 DPM HOR Namhong-s Speech at the UN Security Council ถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง ที่ UNSC

HOR Namhong-s Speech at the UN Security Council ถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง ที่ UNSC

http:\\www.mfaic.gov.kh/mofa/MasterPages/greeict_menu/images/mofa-banner-amination-970-x-124.gif” alt=”” width=”630″ height=”81″ border=”0″

http:\\www.pressocm.gov.kh/icon_images/ocm_header_01.jpg
http:\\www.pressocm.gov.kh/icon_images/ocm_header_02.jpg

Office of The Council of Ministers
DPM HOR Namhong’s Speech at the UN Security Council 14/2/2011

ถ้อยแถลงของนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[MV] Somtous prous min jong khernh bong chir jab by Takma
Khmer Song

http://wp.me/p3uK8h-I4
HOR Namhong’s Speech, UN Security Council, ถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง, UNSC


[MV] Somtous prous min jong khernh bong chir jab by Takma

Somtos prous oun min chong khernh bong chheu chab
Singer: Takma
Album: MPRO vol 26

DPM HOR Namhong’s Speech at the UN Security Council 14/2/2011
http:\\www.mfaic.gov.kh/mofa/images/image/Press%20release/2011/DMP14.jpg
————————————————————–

DPM HOR Namhong’s Speech at the UN Security Council 14/2/2011

ถ้อยแถลงของนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ฟิฟทีนมูฟ แปลเรียบเรียง ดังนี้

 

————————————————-

– ประการแรกสุด ผมใคร่ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผมเพื่อบรรยายสรุปต่อคณะมนตรีความมั่นคงกรณีสงครามรุกรานกัมพูชาโดยประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔, ๕, ๖ และ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ หลายสถานที่ เหล่านี้รวมถึงพื้นที่ดังต่อไปนี้ซึ่งอยู่ในเขตของกัมพูชา

  • ปราสาทพระวิหาร
  • วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพื้นที่ขมุม1 ซึ่งอยู่ห่าง ๓๐๐ เมตร และ ๕๐๐ เมตร ตามลำดับจากปราสาทพระวิหาร
  • แถบช่องคานม้าและภูมะเขือ ตั้งอยู่ห่างโดยประมาณ ๑,๑๒๐ เมตร และ ๑,๖๐๐ เมตร ตามลำดับจากพรมแดน พื้นที่ตาเส็มและอื่น ๆ

– ในการโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่ต่อกัมพูชา ประเทศไทยได้ใช้อาวุธทันสมัยประกอบด้วย ระเบิดพวงและกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ ๑๒๐ ๑๓๐ และ ๑๕๕ ไกลถึง ๒๐ กิโลเมตรภายในเขตแดนกัมพูชา การโจมตีของประเทศไทยนับแต่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลก ตลอดจนเสียชีวิต ๖ ราย และบาดเจ็บ ๗๑ ราย ในหมู่ทหารและประชาชนกัมพูชา จากความสูญเสียต่อมนุษย์ทั้งหมดนั้น ๒ คน ถูกสังหารและอีก ๘ คน ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดพวงที่ใช้โดยทหารไทย แม้จะมีการห้ามใช้อาวุธชนิดนี้ทั่วโลก

— แม้มีการเจรจาตกลงหยุดยิงสองครั้ง สถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังมีความเปราะบางอย่างสูง การต่อสู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ขณะที่ทหารไทยซึ่งติดอาวุธหนัก ปืนใหญ่และรถถังได้ถูกประจำการตามแนวชายแดน สร้างความกดดันต่อกัมพูชา

– อนุญาตให้ผมได้เตือนความจำถึงรากสาเหตุที่นำไปสู่สงครามรุกรานขณะนี้ของประเทศไทยต่อกัมพูชา ดังต่อไปนี้:

– ฝรั่งเศสและสยามลงนามในอนุสัญญา ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ๑๙๐๗ เพื่อตั้งคณะกรรมการผสมปักปันเขตแดนระหว่างอินโด-จีนและสยาม ในช่วงระหว่างปี ๑๙๐๕ ถึง ๑๙๐๘ คณะกรรมการฝรั่งเศส-สยามซึ่งตั้งโดยอนุสัญญา ๑๙๐๔ ได้จัดทำแผนที่ชุดหนึ่งจำนวน ๑๑ ฉบับ (ทั้งหมดเป็นมาตราส่วน ๑/๒๐๐,๐๐๐) รวมถึงระวางหนึ่งที่เรียกว่า “แผนที่ดงรัก” ซึ่งแบ่งเขตตอนที่ ๖ ซึ่งเป็นบริเวณปราสาทพระวิหาร (กัมพูชาอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศสจากปี ๑๘๖๓-๑๙๕๓)

– นับแต่การจัดทำแผนที่ดงรักในปี ๑๙๐๘ ประเทศไทยได้ยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการโดยการขอให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสส่งสำเนาแผนที่จำนวนมากสำหรับการใช้งานของผู้ปกครองจังหวัดชายแดนติดกับกัมพูชา

– ในปี ๑๙๕๔ หลังการประกาศอิสรภาพของกัมพูชาในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๕๓ กำลังทหารไทยได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาและยึดครองปราสาทพระวิหาร กัมพูชาด้วยความอดกลั้นและความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงสงครามได้ฟ้องคดีไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๑๙๕๙ ตามหลักของแผนที่ดงรักที่อ้างถึงข้างต้น ถูกอ้างถึงโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าแผนที่ “ผนวก ๑” ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๑๙๖๒ ดังนี้

“ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นดินภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา”

“ประเทศไทยอยู่ภายใต้พันธกรณีที่จะต้องถอนทหารหรือกำลังตำรวจหรือยามหรือผู้ดูแลที่ประจำการโดยประเทศไทยที่ปราสาทพระวิหาร หรือบริเวณใกล้เคียงบนเขตของกัมพูชา”

“ประเทศไทยอยู่ภายใต้พันธกรณีที่จะต้องส่งคืนกัมพูชาในวัตถุใด ๆ ตามที่ระบุในคำร้องที่ห้าซึ่งอาจจะ นับแต่วันเข้ายึดครองปราสาทโดยประเทศไทยในปี ๑๙๕๔ ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณปราสาทโดยเจ้าหน้าที่ไทย”

– ในเรื่องเขตแดนระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยในบริเวณปราสาทพระวิหาร ฐานคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ปี ๑๙๖๒ กล่าวอย่างชัดเจนในบรรดาเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

“ศาล อย่างไรก็ตามเห็นว่าประเทศไทยในปี ๑๙๐๘-๑๙๐๙ ได้ยอมรับแผนที่ผนวก ๑ ในฐานะผลงานการปักปันเขตแดน และได้รับรู้เส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน ผลคือได้วางพระวิหารในเขตกัมพูชา” …

“อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าคู่ภาคีได้แนบสิ่งใดเป็นพิเศษไปยังเส้นสันปันน้ำ …ด้วยเหตุนี้ ศาลรู้สึกถึงขอบเขต เป็นเรื่องของการตีความสนธิสัญญา เพื่อที่จะประกาศความชอบของเส้นที่วาดในพื้นที่พิพาท” …

– ขอให้ผมได้นำความสนใจของคณะมนตรีความมั่นคงว่า เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเล็กน้อยของฐานคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

– ควรตั้งข้อสังเกตว่านับจากการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี ๑๙๖๒ ประเทศไทยได้ยอมรับที่จะถอนทหารจากพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง

– ในเดือนมิถุนายน ๒๐๐๐ กัมพูชาและประเทศไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของราชอาณาจักรกัมพูชาและรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยในการสำรวจและจัดทำหลักเขตทางบก ซึ่งได้ยอมรับ “แผนที่ดงรัก” ซึ่งอ้างถึงโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสำหรับคำตัดสินในปี ๑๙๖๒ ว่าแผนที่ “ผนวก ๑” พร้อมด้วยเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายอื่น เป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและประเทศไทย

– ประเทศไทยได้เริ่มเรียกร้องว่าเป็นเขตแดนของตนซึ่งเรียกว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารเฉพาะเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกเริ่มพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทในบัญชีมรดกโลกในปี ๒๐๐๘ การอ้างของไทยนี้อาศัยแผนที่ซึ่งลากเองเพียงฝ่ายเดียวซึ่งไม่มีคุณค่าทางกฎหมายใด

– ในการพยายามเรียกร้องผิดทำนองคลองธรรม ประเทศไทยได้กระทำการรุกรานกัมพูชาในสามโอกาสก่อนหน้า คือ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๐๐๘, ๑๐ ตุลาคม ๒๐๐๘ และ ๓ เมษายน ๒๐๐๙ ในพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ช่องคานม้า ภูมะเขือ และตาเส็มซึ่งอยู่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร การรุกรานเหล่านี้เป็นผลให้เกิดความสูญเสียต่อมนุษย์ตลอดจนความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะปราสาทพระวิหาร

– ในการเผชิญหน้าต่อการรุกรานอย่างครึกโครมเหล่านี้ กัมพูชาได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดและรักษาความอดทนอย่างมากในการเจรจากับประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกัมพูชานั้นเปล่าประโยชน์ เพราะประเทศไทยฮึกเหิมด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยและขนาดใหญ่กว่า

– ควรเตือนความจำด้วยว่าเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๐๑๑ คู่ขนานกับการซ้อมรบของประเทศไทยด้วยปืนใหญ่ตามแนวพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่ในความเป็นจริงคือการเตรียมสงคราม นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของประเทศไทย เรียกร้องให้กัมพูชาต้องปลดธงชาติออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระของกัมพูชาใกล้ปราสาทพระวิหารซึ่งสร้างตั้งแต่ปี ๑๙๙๘ สามวันให้หลัง เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๐๑๑ เขาได้กล่าวว่า “การใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย….รัฐบาลไม่กลัวที่จะทำสงครามกับกัมพูชา” หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผู้บัญชาการกองทัพบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวคล้ายกันว่า “การใช้กำลังจะเป็นหนทางสุดท้าย”

– อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมยืนยันว่าการถอนทหารตามข้อเสนอของกัมพูชาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเราต้องรักษาสิทธิ์ของเรา (เหนือพื้นที่) แม้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันอีก” ขณะที่กัมพูชาเสนอให้ถอนกำลังทหารทั้งสองฝ่ายห่างจากแนวพรมแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยอาวุธรอบใหม่

– คำกล่าวเหล่านี้ คู่ขนานกับการเตรียมสงครามสร้างเหตุทำสงครามเดือนกุมภาพันธ์กับกัมพูชาในวันที่ ๔, ๕, ๖ และ ๗ แม้ในปัจจุบัน ตามรายงานของสื่อไทยซึ่งท่านทั้งหลายอาจจะทราบ ประเทศไทยยังคงเสริมกำลังรถถัง ปืนใหญ่และทหารอย่างต่อเนื่องตลอดแนวพรมแดนกัมพูชา

– การกระทำการรุกรานซ้ำต่อกัมพูชาโดยประเทศไทยล่วงละเมิดเครื่องมือทางกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งดังนี้

  1. ข้อ ๙๔.๑ ของกฎบัตรสหประชาชาติ ในเรื่องพันธกรณีของแต่ละชาติสมาชิกของสหประชาติที่จะต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในทุกคดีที่ซึ่งประเทศนั้นเป็นภาคี
  2. ข้อ ๒.๓, ๒.๔ และ ๙๔.๑ ของกฎบัตรสหประชาชาติ
  3. สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือ(TAC) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อ ๒ ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี มีดังนี้
    • มีความเคารพต่อกันในความเป็นเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติของทุกชาติ
    • ยุติความแตกต่างและข้อพิพาทด้วยสันติวิธี
    • สละสิทธิที่จะคุกคามหรือใช้กำลัง
  4. ข้อตกลงซึ่งคำนึงต่ออธิปไตย ความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา ข้อ 2.2c, 2.2d ของข้อตกลงสันติภาพปารีส ในปี ค.ศ.๑๙๙๑

– ด้วยเหตุนี้ ผมร้องขออย่างจริงจังต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติให้ใช้มาตรการตามข้อ ๓๕.๑, ๓๖, ๓๙ และ ๙๔.๒ ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อยุติการรุกรานของประเทศไทยซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาที่ชัดเจน รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์หรือรักษาสันติภาพของยูเอ็น หรืออย่างน้อยที่สุด คณะเจ้าหน้าที่ค้นหาความจริงในพื้นที่พรมแดนนี้ เพื่อให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการต่อต้านด้วยอาวุธเกิดขึ้นอีก

– แม้ว่าความอดทนอดกลั้นและความพยายามโดยกัมพูชาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งอย่างสันติผ่านการเจรจาทวิภาคีได้ล้มเหลว กัมพูชายังคงปรารถนาทางออกอย่างสันติผ่านกรอบการทำงานระดับภูมิภาคอย่างเช่นอาเซียน ที่ทั้งกัมพูชาและประเทศไทยต่างเป็นสมาชิกองค์กรนี้

– ในกรณีของข้อยุติความขัดแย้งที่ไม่เป็นไปอย่างสันติทั้งที่มีการเป็นตัวกลางรับฟัง2 ของอาเซียน กัมพูชาใคร่ขอเสนอว่ายูเอ็นเอสซีควรยังคงร่วมเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนตามกฎบัตรของยูเอ็น

– ยูเอ็นเอสซีอาจส่งเรื่องนี้ต่อให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อตีความคำตัดสิน ปี ๑๙๖๒ ตามข้อ ๙๖.๑ ของกฎบัตรยูเอ็น เนื่องจากรากสาเหตุของความขัดแย้งอยู่ในความเข้าใจผิดต่อคำตัดสิน ปี ๑๙๖๒

– ขอบคุณการตัดสินใจของยูเอ็นเอสซีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เรียกประชุมในวันนี้ กองทัพบกไทยได้ปลดเปลื้องการโจมตีด้วยอาวุธขนาดใหญ่ต่อกัมพูชาและได้ตกลงหยุดยิง รัฐบาลของผมหวังที่จะใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสมาชิกคณะมนตรีทุกท่าน สำหรับการดำเนินการให้ซึ่งได้ปกปักชีวิตและความทุกข์ยากจำนวนมาก ไม่เฉพาะต่อประชาชนของกัมพูชาแต่ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ขอบคุณ

————————————————-

REUTERS PICTURES 1 DAY AGO

Hor Namhong, Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs and International Cooperation of Cambodia addresses the media during a Security Council news conference at the United Nations in New York, February 14, 2011.

 


1.

“หยุด JBC หยุดการเสียดินแดน”
————————————————————–

2.

“หยุด JBC หยุดการเสียดินแดน”
————————————————————–

3.

“หยุด JBC หยุดการเสียดินแดน”
————————————————————–

4.

“หยุด JBC หยุดการเสียดินแดน”
————————————————————–

สัมผัส…อย่างลึกซึ้ง ซึ่งสำเนียง เสียงภายใน

wannaprasart blog

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s