ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่3

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่3


ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง .
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
23 ธ.ค. 2553
ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง

บทความ

23 ธ.ค. 2553

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง

Download เอกสาร

http://wp.me/p3uK8h-HQ
ราชอาณาจักรไทย

เปรียบเทียบ ๒๐ จุดยืนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

กรณีเขตแดนไทย-กัมพูชา

ลำดับ

รัฐบาลประชาธิปัตย์

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รัฐบาลใช้การเจรจาแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดนไทย โดยใช้บันทึกความเข้าใจ ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา และเห็นว่าแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ที่ทำขึ้นโดยฝรั่งเศส ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปัน ไม่เป็นไปตามที่สนธิสัญญาฯ ระบุ ดังนั้น จึง ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย รวมทั้งไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในภูมิประเทศจริงได้ และไม่เป็นเหตุสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน

 

คัดค้านเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพราะกำหนดให้มีแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งรุกล้ำดินแดนไทยโดยที่ไทยไม่เคยยึดถือมาก่อน เข้ามาเป็นทางเลือก ทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนไทยจำนวนมหาศาล

บันทึกความเข้าใจฯ เป็นกลไกการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ปักปันแล้วตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาและร่วมกันสำรวจหาหลักเขตแดนเดิม ๗๓ หลัก และเส้นเขตแดนที่ปักปันตามแนวอุปสรรคตามธรรมชาติ เพื่อจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเทคโนโลยีในการสำรวจและจัดทำแผนที่ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องใกล้เคียงภูมิประเทศจริงได้ การจัดทำเส้นเขตแดนให้ชัดเจนถูกต้องจำเป็นต้องใช้แผนที่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินการเพื่อให้ได้เส้นเขตแดนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ

บริเวณเขาพระวิหารไทยควรยึดตามสิ่งที่เคยตกลงกับฝรั่งเศสมาก่อนตามอนุสัญญา คศ.๑๙๐๔และยึดตามที่ไทยกับฝรั่งเศสเดินสำรวจเสร็จสิ้นเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้วว่า ให้ยึดขอบหน้าผาและสันปันน้ำไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเหลือเส้นเดียวคือ เส้นสีแดงตามขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนจัดทำหลักเขตแดน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงไปสำรวจซ้ำเพื่อตกลงกับกัมพูชาเพื่อจัดทำหลักเขตแดนใหม่ทั้งสิ้น

การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนซ้ำบริเวณที่เสร็จสิ้นไปแล้ว อาจถูกตีความจาก

นานาชาติว่าไทยได้สละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่เป็นเส้นเขตแดน ให้กลายเป็นเส้นเขตแดนอย่างอื่นที่ต้องตกลงกันใหม่ซึ่งอาจหมายถึงแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน

 

 

 

 

 

และสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่าสภาพภูมิประเทศจริงมิได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าว นอกจากนี้เส้นสันปันน้ำตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าวก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งจะยืนยันอย่างชัดเจนว่าแผนที่ดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพภูมิประเทศได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ ในแต่ละขั้นตอน รัฐบาลได้นำเสนอผลการหารือให้รัฐสภาได้พิจารณา ดังเช่น กรณีบันทึกผลการประชุมของ JBC ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และหากการเจรจาได้ข้อยุติในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภาอีก ดังนั้น จึงมิใช่การดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 

บันทึกความเข้าใจฯ กำหนดให้มีการสำรวจหลักเขตแดนที่มีอยู่เดิม ๗๓ หลักและจัดทำหลักเขตแดนถาวรเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถค้นพบหลักเขตที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในเรื่องที่ตั้งแล้ว จำนวน ๒๙ หลัก

สำหรับบริเวณเส้นเขตแดนที่ใช้อุปสรรคทางธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันสำรวจหาแนวสันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกให้เป็นที่ตกลงกัน เพื่อความชัดเจน มิให้เกิดปัญหา และจัดทำหลักเขตแดนไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต ทั้งนี้ แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง

บริเวณเขาพระวิหารได้สำรวจและปักปันเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว โดยยึดขอบหน้าผาเป็นแนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติโดยไม่ต้อง

มิใช่เป็นการสำรวจและหาแนวสันปันน้ำใหม่ แต่เป็นการยืนยันตามข้อเท็จจริงว่า แนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามที่ระบุในสนธิสัญญา

 

 

รัฐบาลยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้วตามข้อ ๙๔ (๑) การที่มีการเสนอความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องเนื่องจากจะขัดต่อมาตรา ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงการตัดสินดังกล่าวโดยตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง กัมพูชาจึงไม่สามารถนำกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้อีก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกล่าวคือ ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา (Meaning of scope of the judgment) ในคดีเดิม ดังเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร ดังนั้น หากกัมพูชาเสนอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา และศาลฯ พิจารณาแล้วรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลฯ ที่จะมีขึ้นนี้และผลการพิจารณา ก็จะผูกพันคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา ซึ่งหากไม่มีบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่การตีความอาจเกิดขึ้น

 

ศาลโลกพิพากษาเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่เคยพิพากษาเกินขอบเขตเลยไปถึงสถานภาพของแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และไทยก็ยังสงวนสิทธิ์ในตัวปราสาทอยู่หลังคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ประกาศยอมรับอำนาจของศาลโลก ไทยมีสิทธิ์ที่จะไม่ขึ้นศาลโลกอรก และไม่มีใครมาบังคับได้ และคำพิพากษาศาลโลกก็ไม่สามารถบังคับไทยได้อีกด้วย หากไทยไม่ยินยอม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รัฐบาลยึดถือเอกสารตามข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) เป็นหลักในการเจรจา สำหรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักนั้น ไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันผสมระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งสิ้นสุดไปก่อนการจัดทำแผนที่ดังรักแล้วเสร็จ แผนที่ระวางนี้จึงมิใช่เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ และรัฐบาลก็ได้แสดงจุดยืนนี้อย่างเป็นทางการ โดยทำจดหมายไปถึงรัฐบาลกัมพูชาว่า เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เป็นแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนอื่นที่ไม่ใช่ระวางดงรัก

นอกจากนี้ แผนที่ระวางดังกล่าวยังแสดงเส้นเขตแดนที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ คือ ไม่เป็นไปตามสันปันน้ำ และมีปัญหาทางเทคนิคคือไม่อาจนำมาใช้ระบุเส้นเขตแดนในทางปฏิบัติ และไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในสภาพภูมิประเทศจริงได้

ส่วนการเจรจากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เกี่ยวข้องกับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางอื่นเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องพิสูจน์และเจรจากันต่อไป

พฤติกรรมที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก บริเวณเขาพระวิหารซ้ำในสิ่งที่เคยตกลงกันไปแล้วระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว คือ หลักฐานยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้ยึดถือสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนอย่างเคร่งครัด

อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานในเอกสารของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุเรื่องเขตแดนไทย-ลาวได้สร้างบรรทัดฐานว่า ไทยจะยึดเอาแผนที่ ๑ ต่อ ๒แสน เป็นหลักหากมีความขัดแย้งกับสันปันน้ำ และรวมถึงระวางดงรักบริเวณเขาพระวิหารด้วย

 

ตามความเข้าใจโดยทั่วไปว่าเส้นเขตแดนตามธรรมชาติมีอยู่แล้ว เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตกลงกันให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเหมือนกันว่า สันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกอยู่ที่ใดให้ชัดเจน หลาย ๆ บริเวณสันปันน้ำถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้นการมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็เพื่อเป็นกลไกให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสำรวจเพื่อหาเส้นเขตแดนตามธรรมชาติและจัดทำหลักเขตแดนให้ปรากฏชัดเจน

หากไม่มีเอ็มโอยูแล้วต่างฝ่ายต่างยึดถือเส้นเขตแดนธรรมชาติที่ตนเองเข้าใจก็ย่อมเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบ ดังเช่นที่เกิด

หากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไทยก็มีสิทธิ์อ้างสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามกับฝรั่งเศสว่า บริเวณเขาพระวิหารอยู่บนขอบหน้าผาซึ่งเป็นดินแดนไทยซึ่งก็ชัดเจนที่จะเป็นเครื่องมือแจ้งให้กัมพูชาว่า ละเมิดอธิปไตยไทย

ตรงกันข้าม เอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือเครื่องมืออันวิเศษของกัมพูชาที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ละเมิดมาตรา ๕ ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เสียเอง เพราะกัมพูชาถือว่าไทยได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ทั้ง ๆ ที่เป็นดินแดนไทยโดยปรากฏอยู่ในคำปราศรัยบันทึก

กับพม่าและลาว เอ็มโอยูจึงมีข้อกำหนดไม่ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ในบริเวณเขตแดนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงอุปสรรคทางธรรมชาติ ดังนั้นการที่กัมพูชาละเมิดเอ็มโอยูตามมาตรา ๕ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงนับสิบครั้ง ยืนยันว่ากัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนของไทยโดยไม่ได้ใช้กำลังทหารผลักดัน เพราะสงครามไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหา รังแต่จะสร้างปัญหามากขึ้น และจะเป็นที่มาของการแทรกแซงจากประเทศที่สาม ซึ่งความเพียรพยายามของรัฐบาลในการใช้หลักสันติวิธีให้กัมพูชาปฏิบัติตามเอ็มโอยูก็เริ่มบรรลุผล เมื่อรัฐบาลกัมพูชายอมรับที่จะย้ายชุมชน และตลาดออกจากพื้นที่บริเวณที่ถูกกำหนดตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ผลการประชุมของคณะกรรมมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา โดยที่ฝ่ายไทยไม่โต้แย้งใด ๆ

นอกจากนี้มาตรา ๘ ของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ห้ามใช้กำลังในกรณีที่มีการพิพาทนั้นได้ทำให้กัมพูชาได้รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยพฤตินัย โดยที่ฝ่ายไทยไม่สามารถใช้กำลังผลักดันการรุกรานได้ โดยฝ่ายไทยทำได้เพียงแค่การประท้วงนับหลายสิบครั้งโดยไม่เกิดผลใด ๆ ทั้งสิ้น

เอ็มโอยูเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี ทั้งกัมพูชาและไทยจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายที่สาม ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติหรือศาลโลกเข้ามาร่วมแก้ไขข้อพิพาท เพราะปกติตามกฎบัตรสหประชาชาติ บรรดารัฐทั้งหลายควรจะเจรจาหาข้อยุติกันเสียก่อน โดยในกรณีนี้ เอ็มโอยู ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท เป็นเครื่องยืนยันต่ออาเซียน และต่อสหประชาชาติว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถหาทางออกกันได้ในระดับทวิภาคีอย่างสันติวิธี เมื่อมีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างกันมีกลไกแก้ไขระดับทวิภาคี

ในอดีตไทยเคยมีข้อขัดแย้งตามตะเข็บชายแดนแต่ก็ไม่เคยมีประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ หรือ แทรกสอดเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีชายแดนติดกันแท้ที่จริงแล้วกฎบัตรองค์การสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ ระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศที่สามหรือ องค์การระหว่างประเทศไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกสอดระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่เป็นเพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ไทยไม่เคยสละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่ใช้เป็นเส้นเขตแดน โดยในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ระบุอย่างชัดแจ้งว่าให้ยึดถือตามสนธิสัญญาฯ อีกทั้งแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักก็ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ซึ่งบรรดาแผนที่ที่จะใช้ในการเจรจาระหว่างไทย – กัมพูชาจะต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯเท่านั้น

กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าไทยไม่ได้ทักท้วงที่องค์การยูเนสโกให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐกับกัมพูชาเพื่อซ่อมสร้างตลาดกัมพูชาเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา ตัวแทนฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อกรรมการมรดกโลกว่าการอนุมัติเงินดังกล่าวเป็นการส่งเสริมทำให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณพิพาทที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์และอยู่ระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาเนื่องจากละเมิดอธิปไตยของไทย โดยหลังจากที่ตัวแทนฝ่ายไทยได้ชี้แจงทำให้คณะกรรมการมรดกโลกมีความเข้าใจมากขึ้นและเป็นสาเหตุที่ทำให้ที่ประชุมกรรมการมรดกโลกยังไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาแต่เลื่อนการพิจารณาออกไปอีกหนึ่งปีเป็นเดือนมิถุนายนปีหน้า

 

การที่ฝ่ายไทยอ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จในเวทีมรดกโลกย่อมแสดงว่าไทยได้สละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่ใช้เป็นเส้นเขตแดนแต่เดิมมาเป็นการตกลงกันใหม่ ทำให้ชาวต่างชาติย่อมเข้าใจว่าไทยกับกัมพูชายังสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไม่แล้วเสร็จตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งไม่กระทบต่อแผนที่บริหารจัดการมรดกโลกของกัมพูชา ตัวอย่างหลักฐานที่ชัดเจนคือ องค์การยูเนสโกได้ให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐกับกัมพูชาเพื่อซ่อมสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย เพราะกัมพูชาได้ร้องเรียนว่าไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน โดยฝ่ายไทยไม่โต้แย้งใด ๆ

 

คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาตามข้อเสนอไปอีก ๑ ปี แท้ที่จริงแล้วคณะกรรมการมรดกโลกยอมเลื่อนไม่ใช่เพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ทั้ง ๆ ที่ทำให้ไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔
มิใช่เป็นเพียงเพราะนายสุวิทย์ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชา เพราะนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ดังนั้นจึงไม่มีผลใด ๆ ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ อีกทั้งความคืบหน้าในการเจรจาที่กัมพูชายอมถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ก็แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และยอมรับว่าการจัดทำแผนบริหารพื้นที่ฯจะกระทำมิได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าเราจะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพราะเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติไทย

 

๑๐

 

นายสุวิทย์ไม่ได้ลงนามในมติประนีประนอมของกรรมการมรดกโลก เพราะนายสุวิทย์ไม่มีอำนาจไปลงนาม เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ในทางกลับกัน ประธานประชุมกรรมการมรดกโลก เพียงต้องการให้นายสุวิทย์ตรวจสอบ มติที่จะนำเข้าสู่การประชุมของกรรมการมรดกโลก ว่าเป็นที่พึงพอใจของไทยหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นที่พึงพอใจก็ให้ลงนามกำกับ เพราะมีการเปลี่ยยมติที่เสนอหลายหนตามการเรียกร้องของรัฐบาลไทย เมื่อไทยพึงพอใจเนื่องจากมีการเลื่อนออกไปอีก ๑ ปี อีกทั้งยังต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการระหว่างไทย-กัมพูชา ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีการลงชื่อกำกับ ซึ่งไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาครั้งต่อไป

เอกสารที่กัมพูชามอบไว้ในการประชุมครั้งที่ ๓๔ ยังมิใช่เอกสารที่จะใช้อ้างอิงในการประชุมครั้งที่ ๓๕ เนื่องจากแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตาม

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามไปมีนัยที่เป็นอันตรายต่อการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ กล่าวคือ

ไทยได้รับมอบเอกสารล่วงหน้าแล้ว ๑ ปี ก่อนถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในปีหน้า ทำให้ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างว่าไม่ได้ยื่นแผนบริหารจัดการล่วงหน้า ๖ สัปดาห์ตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก

๒ ระบุว่าไทยได้รับเอกสารการประชุมครั้งที่ ๓๔ แล้ว แต่ทุกประเทศ (ยกเว้นไทย) ต่างได้รับมอบแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน

๓ ไทยได้ยอมรับการอ้างอิงมติคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ ๓๒ ซึ่งขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการประชุมครั้งที่ ๓๓ ที่ระบุว่ายูเนสโกให้เงินกัมพูชา ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐเพื่อซ่อมตลาดกัมพูชาโดยอ้างว่าเป็นเพราะไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน

๔ ไม่ปฏิเสธการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ โดยรัฐภาคีเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการ

สภาพที่เกิดขึ้นจริง และปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ดังกล่าวโดยกัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ทำให้ยอมย้ายตลาดและชุมชนออกจากพื้นที่ ดังนั้นการจัดทำแผนบริหารพื้นที่เพื่อส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาในปี ๒๕๕๔ จึงต้องจัดทำเอกสารใหม่ที่ไทยสงวนสิทธิที่จะขอพิจารณาในรายละเอียดเพราะอยู่ในพื้นที่ที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย

๑ เอกสารที่ระบุว่าเป็นเอกสารการประชุมครั้งที่ ๓๔ ซึ่งกัมพูชาแนบท้ายแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนนั้น แท้จริงแล้วมิใช่เอกสารที่ใช้ในการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่เป็นเอกสารที่กัมพูชาจัดทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้วนำไป แจกนอกรอบให้กับคณะกรรมการมรดกโลก จึงไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อการประชุมของคณะกรรมการเพราะไม่ใช่เอกสารการประชุม

๓ ไทยทักท้วงมติของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ ๓๒ โดยไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เพราะกระทบต่ออธิปไตยของชาติ อีกทั้งยังได้ท้วงติงเกี่ยวกับมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ซึ่งระบุถึงกรณีที่ยูเนสโกให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐสนับสนุนการซ่อมตลาดกัมพูชา โดยยืนยันว่า การกระทำของยูเนสโกเป็นการส่งเสริมให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย สวนทางกับเจตนารมณ์ของยูเนสโกที่ต้องการส่งเสริมสันติภาพ แต่การดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียในที่สุด เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาให้แล้วเสร็จ โดยในระหว่างที่ยัง

ประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร

 

ดำเนินการไม่เสร็จสิ้น จะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไม่ได้ และกัมพูชาได้ละเมิดเอ็มโอยูหลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ยูเนสโกจึงต้องรับผิดชอบและควรทบทวนมติที่ทำให้สองประเทศเกิดการเผชิญหน้ากัน

๔ ไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ให้ความร่วมมือและคัดค้านการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร เพราะการดำเนินการของคณะกรรมการชุดดังกล่าวเข้าข่ายล่วงละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนไทย

 

๑๑

หากไม่มีบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ รัฐบาลไทยก็จะไม่มีข้อต่อสู้และคณะกรรมการมรดกโลกก็คงพิจารณาเห็นชอบตามกัมพูชาไปแล้ว แต่เมื่อกรรมการมรดกโลกเห็นว่ายังมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่าง ๒ ประเทศ ตามหลักฐานที่ปรากฎในบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องทวิภาคี ต้องตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน

๑ ตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ยึดหลักอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗ ซึ่งไทยกับฝรั่งเศสตกลงให้ใช้สันปันน้ำ ส่วนบรรดาแผนที่อื่น ๆ ต้องเป็นไปตามผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ

๒ ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามฝรั่งเศส คือ ส่วนหนึ่งของอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ ซึ่งถูกระบุไว้อยู่แล้วในเอ็มโอยู ๒๕๔๓

๓ คำพิพากษาของศาลโลก พ.ศ.๒๕๐๕ ไม่เพียงพิพากษาว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารที่อยู่บนอธิปไตยของกัมพูชา แต่ยังได้วินิจฉัย

หากไม่ใช้เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ให้ใช้อนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ซึ่งไทยกับฝรั่งเศสตกลงให้ใช้สันปันน้ำ

๒ ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามฝรั่งเศสที่ระบุให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน

๓ คำพิพากษาของศาลโลก พ.ศ.๒๕๐๕ ที่พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่อยู่บนอธิปไตยของกัมพูชา

ด้วยว่าแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนที่กัมพูชาแนบไปนั้นไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ดังนั้นไทยจึงไม่ยอมรับที่จะให้กัมพูชาใช้แผนที่ดังกล่าวมาเจรจาเพราะในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระบุชัดเจนว่าแผนที่ที่จะนำมาใช้ต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯเท่านั้น อีกทั้งเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลกัมพูชายืนยันการไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักด้วย

๑๒

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกที่ทำให้สองประเทศเข้าสู่โต๊ะเจรจาและเป็นตัวล็อคกัมพูชาให้ต้องดำเนินการตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เมื่อมีการละเมิดข้อตกลงตามเงื่อนไขของเอ็มโอยูก็ยิ่งเป็นตัวมัดกัมพูชาทำให้นานาชาติได้เห็นว่ากัมพูชากระทำการผิดเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างสองประเทศ การยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จึงไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายขาดกลไกที่จะใช้ในการเจรจา ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างยึดแนวทางที่ตัวเองเชื่อโดยไม่มีการดำเนินการให้ได้ข้อตกลงซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายและจะนำมาซึ่งการเผชิญหน้าระหว่างกัน รัฐบาลจึงเห็นว่า เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี จึงไม่มีเหตุในการยกเลิกแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่มีข้อใดบอกว่าห้ามยกเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเหตุอ้างเป็นที่ประจักษ์ว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงตามเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไทยย่อมมีสิทธิ์ทั้งในทางกฎหมายและความชอบธรรมในการยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้

๑๓

ผลบันทึกการประชุมเจบีซีไม่มีผลเสีย คือ

เจบีซีเดินตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งให้ยึดหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และผลงานของคณะกรรมการสยาม-ฝรั่งเศส โดยไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักที่ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ

เหตุผลที่ไทยไม่ได้โต้แย้งกัมพูชาที่อ้างแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน เพราะเป็นสิทธิของกัมพูชาที่จะเข้าใจตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แต่การเจรจาตามกรอบเจบีซีจะต้องดำเนินการตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งไม่สามารถนำแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนมาใช้ได้ตามที่ได้อธิบายไปแล้วหลายครั้ง ดังนั้นการกล่าวหาของกัมพูชาจึงไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อการเจรจาระหว่างกัน อีกทั้งในมติที่ประชุมก็ไม่ได้บันทึกคำกล่าวอ้างของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าว เป็นเพียงบันทึกความเห็นของแต่ละฝ่ายเท่านั้น แต่เพื่อความสบายใจกระทรวงการต่างประเทศจะปรับท่าทีในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อให้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

๓ จะไม่มีการถอนทหารออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหารเพราะกัมพูชายังละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แม้จะมีการย้ายชุมชน และตลาด ออกไปแล้ว แต่ยังเหลือวัดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นรัฐบาลจึงให้นโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งจะเป็นภาพสะท้อนชัดว่าบริเวณดังกล่าวจะมีการบริหารจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียวจากกัมพูชาไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากไทย ทำ ให้แผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาไม่สามารถดำเนินการได้

สำหรับบันทึกการประชุมเจบีซีนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากบันทึกการประชุมเป็นเพียงผลการหารือระหว่างประธาน

ผลบันทึกการประชุมเจบีซีมีผลเสียคือ

ตอกย้ำความเชื่อของต่างชาติว่า เจบีซี เดินตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสำรวจซ้ำและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ตลอดแนวรวมถึงพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร แทนที่จะยึดตามสันปันน้ำและหน้าผาตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และผลงานของคณะกรรมการสยาม-ฝรั่งเศสเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว

เป็นผลบันทึกการประชุมที่มีคำปราศรัยใส่ร้ายประเทศไทยว่ารุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีการโต้แย้งใด ๆ

๓ มีร่างข้อตกลงชั่วคราวทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหารซึ่งจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพและทำให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกสามารถดำเนินการได้ทันที

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา ที่ตกลงกันว่าจะดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกันต่อไปอย่างไร และเมื่อดำเนินการอย่างไรก็จะต้องนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 

๑๔

 

เนื่องจากว่าวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๑๕๕๓ มีการประชุมรัฐสภาหลายวาระ และมีการพิจารณาวาระอื่นจนเสร็จ จนถึงวาระการพิจารณาผลบันทึกการประชุมเจบีซี ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหารได้ประสานผ่านวิปรัฐบาลให้ดำเนินการตามที่ได้มีการรับปากกับภาคประชาชน แต่การพิจารณาวาระอื่นเสร็จเร็วกว่าที่มีการคาดหมายไว้ ทำให้มีการพิจารณาผลบันทึกการประชุมเจบีซี

เมื่อ รมว.ต่างประเทศ เปิดประเด็น กระบวนการในที่ประชุมก็ดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยมีสมาชิกหลายคนยกมือขอแสดงความเห็นรวมทั้ง นายคำนูณ สิทธิสมาน ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นด้วยซึ่งในระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรีติดภารกิจต้อนรับนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และในขณะนั้นประธานรัฐสภาก็เป็นผู้เลื่อนการประชุมออกไป มิได้มีการนับองค์ประชุมแต่อย่างใด และรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้มีการลงมติในวันดังกล่าวอยู่แล้ว จะเห็นได้จากเมื่อมีการประชุมในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นเพราะถูกกดดันจากผู้ชุมนุมจึงตั้งคณะกรรมาธิการฯเพื่อถ่วงเวลา เพราะการตั้งคณะกรรมาธิการฯเป็นข้อเสนอของทางกลุ่ม

 

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายกรัฐมนตรีรับปากกับภาคประชาชนว่าจะไม่มีการนำบันทึกผลการประชุมเจบีซีเข้าสู่รัฐสภา และหากจะมีการนำเข้าไปก็จะให้นายกษิต ภิรมย์ แค่เปิดประเด็นแล้วปิดประชุมทันทีโดยไม่มีการอภิปราย นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การปล่อยให้มีการประชุมและอภิปรายจนเกือบมีการลงมติโดยอ้างว่าควบคุมไม่ได้ จึงถือว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับภาคประชาชน โชคดีที่มี ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน เสนอให้นับองค์ประชุมเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการลงมติออกไป

ต่อมาเมื่อมีประชาชนมาชุมนุมจำนวนมากในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จึงไม่ลงมติแล้วตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาเพื่อถ่วงเวลาแทน

พันธมิตรฯที่เจรจากับตัวแทนของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตรงกันข้ามนายกรัฐมนตรีได้ยึดมั่นในสิ่งที่เจรจาระหว่างกันและเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด

๑๕

คณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติ เสนอให้คณะรัฐมนตรีลงความเห็นชอบเพื่อนำเข้าสู่รัฐสภา เมื่อมีการส่งให้กฤษฎีกายกร่างก็ได้นำกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติอีกครั้ง จึงไม่ได้มีการหมกเม็ดเพื่อแก้ไขหลักการใหญ่ตามที่มีการกล่าวหา เพราะสิ่งที่รัฐบาลเสนอได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติทุกขั้นตอนโดยที่รัฐบาลไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลง เพราะจะถูกกล่าวหาว่าไปแทรกแซงคณะกรรมการฯที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง และคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติก็ยอมรับเองว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการแปรญัตติวรรคที่เป็นปัญหา ทันทีที่รับทราบถึงข้อห่วงใย จึงมิได้เป็นการหมกเม็ดหรือถูกจับได้กลางสภาแต่อย่างใด

 

 

เป็นความหมกเม็ด เพราะผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาลและวิปรัฐบาลา โดยไม่บอกให้ประชาชนได้รู้ล่วงหน้าว่าแอบมีการแก้ไขในหลักการใหญ่จนถูกจับได้กลางรัฐสภาจึงค่อยยอมรับและจะมีการแก้ไข หากไม่มีการแก้ไขก็จะเป็นผลทำให้บันทึกการประชุมเจบีซี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

๑๖

เมื่อมีความเห็นต่างในการตีความกฎหมาย ก็ย่อมเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญในการตีความเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันมีความวิตกกังวลของข้าราชการที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเอกสารใดที่ต้องนำเสนอตามมาตรา ๑๙๐ จึงนำเสนอเอกสารทุกชนิดเพื่อมิให้ต้องทำผิดกฎหมาย แม้กระทั่งบันทึกการประชุมก็มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางในกรรมาธิการว่าเป็นเอกสาร

ถือเป็นเจตนาในการถ่วงเวลา หรือแสดงเจตนาให้ความผิดพลาดของผลบันทึกประชุมเจบีซีเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ

เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาล ส.ส.ประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดเข้าชื่อกันเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องผลบันทึกการประชุมเจบีซีแต่กลับจะมาทำในช่วงเวลาที่คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาพบความผิดปกติจำนวนมากแล้ว

ตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ จนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย และไม่มีข้อยุติ ดังนั้น ๗๙ สส พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องพึ่งพาการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการพบความผิดปกติในบันทึกการประชุมเจบีซี เพราะในบันทึกดังกล่าวมิได้มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงความเห็นในทางกฎหมายที่สมควรให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานเพื่อใช้เป็นหลักอ้างอิงในการทำงานของรัฐสภาเท่านั้น

นอกจากนี้ที่กล่าวหาว่าการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรอบเจบีซีเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบนั้นก็เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เนื่องจากยังไม่มีใครทราบว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเช่นไร อีกทั้งไม่ว่ากรอบเจรจาดังกล่าวจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ รัฐบาลก็คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้

 

๑๗

ไม่มีกรณีที่ไทยจะถอนทหารออกจากพื้นที่เขาพระวิหาร และการที่กัมพูชายอมย้ายชุมชน และตลาดออกจากพื้นที่ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แสดงว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเงื่อนไขในเอ็มโอยู ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่าพื้นที่ดังกล่าวยังต้องมีการเจรจาระหว่างสองประเทศไม่สามารถที่จะจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจากกัมพูชาได้ อีกทั้งรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะให้เปิดให้

การถอยทหารทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่เขาพระวิหารนั้นแตกต่างจากที่ไทยเข้าไปผลักดันและยึดครองดินแดนไทยคืน

การถอยทั้งสองฝ่ายจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพ แต่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกสามารถพิจารณาอนุมัติแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกบริเวณเขาพระวิหารให้กับกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ ยิ่งมีนักท่องเที่ยวฝ่ายไทยเข้าไปได้ยิ่งเป็นหลักประกันถึงความปลอดภัยที่จะไม่มีการปะทะ

นักท่องเที่ยวฝ่ายไทยเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร ที่ผ่านมามีเพียงคำกล่าวอ้างจากกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจว่าคนไทยควรจะได้กลั่นกรองข้อมูลอย่างรอบด้านไม่ใช่หลงเชื่อตามกระแสที่กัมพูชาปลุกปั่นขึ้นเพื่อให้เกิดปัญหาภายในชาติไทย อันจะส่งผลทำให้ขาดเอกภาพในการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

ไทยไม่ได้ถูกกัมพูชารุกฆาต เพราะการย้ายชุมชนและตลาดออกไปแสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมถอยเพราะต้องปฏิบัติตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าด้วยการประท้วงตามหลักสันติวิธี มีหลักฐานปรากฏชัดเจนจึงเป็นไปไม่ได้ที่กัมพูชาจะไปกล่าวอ้างว่าการย้ายกัมพูชาออกนอกพื้นที่เพื่อให้เกิดพื้นที่สันติภาพและจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชา

ตรงกันข้ามจะทำให้กรรมการมรดกโลกตระหนักถึงปัญหาที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่ายังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้การยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาเกิดขึ้นไม่ได้

 

ต่อกัน และแสดงให้เห็นว่าไทยกับกัมพูชาตกลงกันได้ จึงย่อมจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่ลังเลที่จะอนุมัติแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา

ไทยจึงเหมือนถูกกัมพูชารุกฆาต เพราะกัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยไม่มีการผลักดันก็เหมือนยึดดินแดนไทยโดยพฤตินัย แต่ถ้าถอนทหารออกทั้งสองฝ่ายตามเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็จะเป็นการส่งเสริมเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

 

๑๘

เหตุผลที่ไม่ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ระบุไปชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะมีประโยชน์ต่อการรักษาสิทธิของประเทศ และรัฐบาลใช้หลักสันติวิธีเจรจาเพื่อให้มีการย้ายชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ตามเงื่อนไขของเอ็มโอยูซึ่งก็มีผลคืบหน้าให้เห็นโดยที่ไม่ต้องใช้กำลังทหารเข้าไปผลักดันส่วนการไม่ถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลกก็ไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่เป็นเพราะรัฐบาลเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการใช้เวที

เพราะไม่ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออกไป และไม่ถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก จึงทำได้อย่างมากที่สุดก็คือการถ่วงเวลา แต่แท้ที่จริงแล้วการถ่วงเวลาออกไปกลับทำให้เวลาในการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหารเหลือน้อยลง

 

 

 

 

 

 

คณะกรรมการมรดกโลกโต้แย้งและยืนยันสิทธิของประเทศ แทนที่จะปล่อยให้กัมพูชาส่งผ่านข้อมูลแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะถ้าไทยถอนตัวจากการเป็นภาคีในขณะนี้ก็จะหมดช่องทางในการทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกถึงสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ว่ามีความละเอียดอ่อนที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ และรัฐบาลก็เคย แสดงออกชัดเจนแล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังเรา ไทยก็พร้อมที่จะถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก ซึ่งก็ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกต้องรับฟังไทยและชะลอการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาออกไปเป็นปีหน้า

ดังนั้นการไม่ถอนตัวจากภาคีมรดกโลกจึงทำให้ไทยมีช่องทางการต่อสู้มากขึ้น และไม่ได้ทำให้เวลาในการแก้ปัญหาปราสาทพระวิหารเหลือน้อยลง เนื่องจากวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกกำหนดชัดเจนคือ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔

๑๙

หลักในการบริหารประเทศและแก้ปัญหาของรัฐบาลคือใช้ทุกกลไกที่มีให้เป็นประโยชน์เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา โดยไม่นิยมใช้วิธีการคว่ำกระดานทิ้งทันทีที่ไม่ได้ผลอันเป็นที่พอใจ แต่รัฐบาลจะใช้วิธีการอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร รัฐบาลก็ได้ท้วงติงจนคณะกรรมการมรดกโลกรับฟังและทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชายังไม่สมบูรณ์มาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะเคยเข้าใจผิดจนทำให้ดำเนินการบางส่วนที่เข้าข่ายละเมิดอธิปไตยของไทย แต่เมื่อได้รับฟังคำท้วงติงจากไทยก็ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกมีความ

ไทยไม่ควรเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอีกต่อไป เพราะถือว่าคณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโกได้ละเมิดอธิปไตยไทยแล้ว ดังนั้นการไม่ถอนตัวจึงเสมือนไทยต้องอยู่ในสภาพที่ไม่ปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ทำให้ไทยต้องเสียเปรียบที่ผ่านมา อีกทั้งการถอนตัวออกก็ไม่ได้มีผลกระทบเสียหายต่อมรดกโลกของไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้แต่ประการใด

เข้าใจและรับฟังข้อมูลจากไทยไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ เวทีนี้จึงยังเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และยืนยันได้ว่ารัฐบาลจะไม่ลังเลในการตัดสินใจเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ หากเห็นว่าการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป เราก็ทิ้งหมากตัวนี้ได้ โดยที่มีคำอธิบายว่าประเทศไทยได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการมรดกโลกในฐานะภาคีสมาชิก แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องรักษาสิทธิของตัวเองด้วยการลาออกจากภาคีฯแต่ขั้นตอนนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังเราเท่านั้น และการถอนตัวในภายหลังก็ไม่ได้ส่งผลเสียหายใด ๆ แต่การถอนตัวตั้งแต่ตอนนี้ต่างหากจะทำให้ไทยหมดช่องทางในการชี้แจง

 

๒๐

 

ไม่มีกรณีใดที่แสดงว่าไทยเสียเปรียบ การที่กัมพูชาเข้ามารุกพื้นที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ต่างหากที่เป็นการฟ้องต่อนานาชาติว่าประเทศใดที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเจรจา ขณะที่ไทยยึดหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหา หลีกเลี่ยงการใช้กำลังซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จึงไม่มีเหตุผลที่การยึดตามแนวทางนี้จะทำให้ไทยเสียเปรียบ

อีกทั้งในขณะนี้ก็มีความคืบหน้าที่กัมพูชายอมถอยด้วยการถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารเข้าไปผลักดันหรือแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขู่ให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา ในเมื่อขณะนี้กลไกการเจรจายังเดินหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังใด ๆ ทั้งสิ้น

การเจรจาที่เสียเปรียบของไทยและการรุกคืบและยึดครองของกัมพูชา โดยที่ไม่เชื่อฟังคำประท้วงของไทย หากปล่อยนานวันจะเกิดการขยายตัวของชุมชน และกองกำลังทหาร หรืออาจได้รับรองจากนานาชาติในเวทีมรดกโลก ซึ่งไทยจะต้องเผชิญหน้ากับหลายชาติมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อถึงเวลานั้นไทยจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทวงคืนแดนไทยกลับมาได้อีก หรือหากจะทวงคืนกลับมาได้ก็จะเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติอย่างที่ไม่ควรจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารก็ไม่จำเป็นต้องมีการปะทะจริงเสมอไป ด้วยแสนยานุภาพทางการทหารไทยที่มีอำนาจเหนือกว่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพอากาศก็สามารถจะเป็นเครื่องมือที่ผลักดันชุมชนและ

 

ที่น่าแปลกใจคือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ใช้กำลังผลักดันชุมชนกัมพูชาออกนอกพื้นที่ พอมีการย้ายชุมชนออกไป ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาโดยสันติวิธี กลับคัดค้านว่าการย้ายชุมชนออกไปจะกลายเป็นพื้นที่สันติภาพทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชา ถือเป็นตรรกกะที่สร้างความสับสน เพราะผลของการย้ายชุมชนแม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังทหาร คือ ชุมชนกัมพูชาไม่อยู่ในพื้นที่ และกัมพูชาจะอ้างสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวว่ามีอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าวไม่ได้ โดยที่คณะกรรมการมรดกโลกก็รับทราบถึงปัญหานี้ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าขับไล่

การที่ชาวกัมพูชาย้ายออกจากพื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเครื่องเซ่นสังเวยไม่ใช่แนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศหรอกหรือ

รัฐบาลขอยืนยันว่า การทำให้มีสงครามหรือปะทะกันมิได้ช่วยแก้ไขปัญหา เนื่องจากผลของสงครามไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน หลังจากยุติการปะทะทั้งสองฝ่ายก็ต้องหันเข้าหาการเจรจา โดยใช้เอกสารหลักฐานที่มีอยู่เพื่อให้ได้ข้อยุติ ดังเช่นกรณีข้อพิพาทด้านเขตแดนกับลาว ซึ่งการปะทะกันผ่านมา ๒๐ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้

 

ทหารกัมพูชาเพื่อนำมาสู่การเจรจาทางการทูตอย่างสันติวิธีอีกครั้ง โดยที่ไทยไม่ตกอยู่ในสถานภาพที่เสียเปรียบเหมือนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่2
ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง
“มาร์ค” แจงผ่านเฟซบุ๊ก 20 จุดยืน ไม่เลิกเอ็มโอยู 43

สัมผัส…อย่างลึกซึ้ง ซึ่งสำเนียง เสียงภายใน

wannaprasart blog

Advertisements

One thought on “ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่3

  1. Pingback: “มาร์ค” แจงผ่านเฟซบุ๊ก 20 จุดยืน ไม่เลิกเอ็มโอยู 43 | samunchon

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s