33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่2


33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน

33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน โดย ** 13 ธันวาคม 2553 15:31 น.

บทความ

23 ธ.ค. 2553

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง

Download เอกสาร

สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย – กัมพูชา

http://wp.me/p3uK8h-HR
ราชอาณาจักรไทย,

ลำดับ

คำถาม

คำตอบ

พันธมิตรฯนักวิชาการและภาคประชาชนคัดค้านเรื่องอะไร พันธมิตรฯ นักวิชาการ ภาคประชาชนและรัฐบาลต่างเห็นพ้องกันในเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พูดง่ายๆคือ เป้าหมายเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน ทำให้ยังเห็นไม่สอดคล้องกัน ซึ่งรัฐบาลยืนยันในหลักคิดนี้ คือ

  • แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทย
  • รัฐบาลได้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
  • รัฐบาลใช้การเจรจาแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดนไทย โดยใช้บันทึกความเข้าใจ

ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา

แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ทำโดยใครและเมื่อไหร่ แผนที่ที่ทำขึ้นมีทั้งหมด ๑๑ ฉบับโดยคณะกรรมการผสมระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา ๑๙๐๔ ถูกยกเลิกไปสามฉบับโดยอนุสัญญา ๑๙๐๗ เหลือที่ยังใช้อยู่อีก ๘ ฉบับ ซึ่งเป็นแผนที่ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประมาณ ๖ ฉบับครึ่งและแผนที่เกี่ยวกับกัมพูชา ๑ ฉบับครึ่ง สำหรับระวางที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารคือ ระวางดงรัก ซึ่งเป็นระวางเดียวที่กัมพูชานำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลก และศาลโลกได้วินิจฉัยว่าระวางดงรักไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการฯแต่อย่างใด โดยไม่ได้วินิจฉัยแผนที่ที่เหลือว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการฯหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศต้องเจรจาตกลงกัน

ถ้าไทยไม่ยึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน แล้วฝ่ายไทยยึดหลักอะไรเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

 

เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาบริเวณที่มีปัญหาคือกัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ส่วนประเทศไทยไม่เพียงแค่ไม่ยึดแผนที่ระวางนี้แต่ยังไม่ยอมรับที่จะให้กัมพูชานำมาใช้งานด้วย ซึ่งถูกกำหนดเป็นภาคบังคับไว้ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่าไทยยึดอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ ที่ระบุว่าเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ส่วนแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่ผลงานคณะกรรมการปักปันฯจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะนำมาใช้ในการเจรจาตามเงื่อนไขเอ็มโอยู ๒๕๔๓

แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะอะไร แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะไม่เป็นไปตามที่สนธิสัญญาระหว่างสยาม – ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลข้างต้น รัฐบาลไทยและท่าทีในการเจรจาของไทยจึงยังยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวนำมาใช้ไม่ได้ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลโลกมิได้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ดังกล่าวผูกพันไทย

เพียงแต่ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และให้ไทยถอนทหารออกจากปราสาทพระวิหาร และคืนโบราณวัตถุ แผนที่ดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นเพียงเหตุผลในการพิพากษาสามประการข้างต้นเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเส้นเขตแดน ฉะนั้น การเจรจาเรื่องเขตแดนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องแยกต่างหาก ไม่เกี่ยวโยงกับคดีในศาลโลกที่ตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นไทยจึงมิได้เสียดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด ตรงกันข้ามรัฐบาลได้ปกป้องอธิปไตยในส่วนนี้อย่างเข้มแข็งผ่านแนวทางทางการทูตและการทหาร

ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระหว่างไทยกับกัมพูชามีอยู่ในเอกสารอะไรบ้าง กรอบใหญ่ที่รัฐบาลใช้คือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เมื่อในเอ็มโอยูระบุชัดเจนว่าแผนที่ที่จะใช้ในการเจรจาต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯและศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่า แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ จึงไม่สามารถนำมาใช้ดำเนินการตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ ดังนั้นไม่ว่ากัมพูชาจะหยิบยกแผนที่ดังกล่าวมาอ้างถึงอย่างไรก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติเพราะรัฐบาลไทยได้แจ้งไปอย่างชัดเจนว่า ไม่ ยอมรับแผนที่ดังกล่าว สำหรับความจำเป็นที่ต้องจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็เพราะบันทึกความเข้าใจฯ เป็นกลไกการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ปักปันแล้วตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาและร่วมกันสำรวจหาหลักเขตแดนเดิม ๗๓ หลัก และเส้นเขตแดนที่ปักปันตามแนว

อุปสรรคตามธรรมชาติ เพื่อจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

เนื่องจากเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเทคโนโลยีในการสำรวจและจัดทำแผนที่ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องใกล้เคียงภูมิประเทศจริงได้ การจัดทำเส้นเขตแดนให้ชัดเจนถูกต้องจำเป็นต้องใช้แผนที่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินการเพื่อให้ได้เส้นเขตแดนอันเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่าสภาพภูมิประเทศจริงมิได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรักที่กัมพูชายึดถือ นอกจากนี้เส้นสันปันน้ำตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าวก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแผนที่ดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพภูมิประเทศได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ ในแต่ละขั้นตอน รัฐบาลได้นำเสนอผลการหารือให้รัฐสภาได้พิจารณา ดังเช่น กรณีบันทึกผลการประชุมของ JBC ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และหากการเจรจาได้ข้อยุติในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภา

ปัญหา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.๒๕๔๓ (เอ็มโอยู ๒๕๔๓) ที่สำคัญคืออะไร

๑ ในข้อ ๑ ค. ของเอ็มโอยูระบุว่าให้ใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯแต่แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ไทยจึงไม่ยอมรับที่จะใช้แผนที่นี้ในการจัดทำหลักเขตแดนจึงไม่มีความเสี่ยงที่จะเสียดินแดนเพราะไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามที่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลโลก

๒ ไทยปฏิบัติตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้พิสูจน์และตกลงกัน แต่กัมพูชามีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นการละเมิดต่อเงื่อนไขในเอ็มโอยูฯข้อ ๕ ซึ่งไทยได้ประท้วงหลายครั้งตามหลักสากลโดย มติป.ป.ช. วันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓ ก็ได้ชี้มูลแล้วว่าการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยวิธีนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด จึงถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลไม่ได้โต้แย้งในเรื่องนี้ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลประท้วงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้มาโดยตลอด

๓ การที่ในเอ็มโอยูฯข้อ ๘ ระบุให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้เอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ไม่ใช่จุดอ่อนของเอ็มโอยูฉบับนี้ เนื่องจากเนื้อหาในข้อดังกล่าวล้อมาจากกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา ๓๓ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติตามหลักสากลที่ทั่วโลกใช้ และไทยก็รักษาสิทธิของตัวเองโดยยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก การที่กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็จะเป็นสิ่งที่ฟ้องต่อนานาชาติว่าผู้ที่ไม่ดำเนินการตามหลักสากลคือกัมพูชาไม่ใช่ฝั่งไทย และไทยได้ใช้ความอดทนอย่างมากในการรักษาแนวทางสันติวิธี แต่ถ้ากัมพูชายังไม่ทบทวนท่าทีแต่รุกรานอธิปไตยของไทยเพิ่มเติม รัฐบาลไทยก็อยู่ในสถานะที่มีความชอบธรรมในการรักษาอธิปไตยของชาติด้วยวิธีอื่นหากการประท้วงไม่ได้ผล

 

๔ รัฐบาลในขณะนั้น (ยุคคุณชวน หลีกภัย) พิจารณาแล้วไม่คิดว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จะเข้าข่ายตามมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเพียงแค่กรอบการเจรจา และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ถูกยกเลิกไป การดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ทำทุกขั้นตอนตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงไม่มีส่วนใดที่จะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

๕ ไม่ได้เป็นเอกสารเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเอกสารหลายชนิดที่มีข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก เพราะระบุชัดเจนแล้วว่าแผนที่ดังกล่าวไทยไม่ยอมรับเพราะไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ การอ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชาจึงมิได้มีผลผูกพันใด ๆ ต่อประเทศไทยทั้งสิ้น

 

การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย – กัมพูชาที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร ๑ บันทึกความเข้าใจฯ กำหนดให้มีการสำรวจหลักเขตแดนที่มีอยู่เดิม ๗๓ หลักและจัดทำหลักเขตแดนถาวรเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถค้นพบหลักเขตที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในเรื่องที่ตั้งแล้ว จำนวน ๒๙ หลัก

๒ สำหรับบริเวณเส้นเขตแดนที่ใช้อุปสรรคทางธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันสำรวจหาแนวสันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกให้เป็นที่ตกลงกัน เพื่อความชัดเจน มิให้เกิดปัญหา และจัดทำหลักเขตแดนไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต ทั้งนี้ แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง

 

ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ.๒๕๐๕ ตัดสินแค่ไหน

๑ ศาลโลกไม่ได้ตัดสินแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักตามที่กัมพูชาร้องขอ

คำพิพากษาของศาลโลกวินิจฉัยเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชาไม่รวมพื้นที่โดยรอบซึ่งไทยถือว่าเป็นอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของไทย

 

ไทยปฏิบัติตัวอย่างไรกับคดีปราสาทพระวิหาร ๑ รัฐบาลได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้วตามข้อ ๙๔ (๑) การที่มีการเสนอความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องเนื่องจากจะขัดต่อมาตรา ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงการตัดสินดังกล่าวโดยตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง

๒ ไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามแนวทางที่ได้ต่อสู้ในศาลโลก

 

๑๐

ศาลโลกจะขยายผล หรือ กัมพูชาจะฟ้องศาลโลกแล้วไทยจะเสียดินแดนมากกว่านี้ได้หรือไม่ รัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกในกรณีนี้ไปแล้ว กัมพูชาจึงไม่สามารถนำกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้อีก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกล่าวคือ ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา (Meaning of scope of the judgment) ในคดีเดิม ดังเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร ดังนั้น หากกัมพูชาเสนอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา และศาลฯ พิจารณาแล้วรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลฯ ที่จะมีขึ้นรวมถึงผลการพิจารณา ก็จะผูกพันคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา

 

๑๑

เพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้ไทยกับกัมพูชาจำกัดวงให้เจรจากันเอง โดยไม่ต้องไปศาลโลกอีกครั้งให้ไทยต้องเสียเปรียบใช่หรือไม่

ใช่ เพราะเอ็มโอยูเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี ทั้งกัมพูชาและไทยจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายที่สาม ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติหรือศาลโลกเข้ามาร่วมแก้ไขข้อพิพาท

๑๒

เพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงจริงหรือไม่ จริง เพราะปกติตามกฎบัตรสหประชาชาติ บรรดารัฐทั้งหลายควรจะเจรจาหาข้อยุติกันเสียก่อน โดยในกรณีนี้ เอ็มโอยู ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท เป็นเครื่องยืนยันต่ออาเซียน และต่อสหประชาชาติว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถหาทางออกกันได้ในระดับทวิภาคีอย่างสันติวิธี เมื่อมีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างกันมีกลไกแก้ไขระดับทวิภาคีทำให้นานาชาติไม่สามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้

ในทางตรงกันข้ามหากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกรอบในการเจรจาระหว่างสองประเทศแล้วเกิดปัญหากระทบกระทั่งจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคก็จะเข้าเงื่อนไขตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ ที่ไม่ให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ

ดังนั้นหากสองประเทศมีการสู้รบกันโดยไม่มีกลไกระดับทวิภาคีแก้ปัญหาสหประชาชาติหรือนานาชาติย่อมที่จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงโดยอ้างว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ

 

๑๓

หากไทยยินยอมกัมพูชาที่จะเดินสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนทางบกบริเวณ “เขาพระวิหาร” จะมีความหมายว่าอย่างไร

๑ ไทยได้ปฏิบัติตามอนุสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งระบุว่า เส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวเป็นไปตามสันปันน้ำ จึงต้องการให้กัมพูชาได้ร่วมสำรวจเพื่อเห็นชัดเจนว่า สันปันน้ำอยู่ที่ใด

๒ ไทยปฏิเสธแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ที่กัมพูชาอ้างว่าเส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่ระวางนี้ โดยในการสำรวจจะทำให้เห็นชัดเจนว่า นอกจากสภาพภูมิประเทศตามแผนที่ดังกล่าวจะไม่ถูกต้องตามสภาพภูมิประเทศจริงแล้ว เส้นเขตแดนตามแผนที่ดังกล่าวยังมิได้เป็นไปตามสันปันน้ำ จึงไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายและไม่ใช่เส้นเขตแดนที่ถูกต้อง

๑๔

ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่ได้มีเฉพาะแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนซึ่งอยู่ในข้อ ๑ (ค) เท่านั้น แต่ยังหมายถึงให้ทำตามสนธิสัญญาในข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) ได้ด้วย จึงไม่ได้สรุปว่าจะใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนใช่หรือไม่ รัฐบาลยึดถือเอกสารตามข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) เป็นหลักในการเจรจา ส่วนข้อ ๑ (ค) ที่ระบุแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯแต่แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันผสมระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งสิ้นสุดไปก่อนการจัดทำแผนที่ระดวางรักแล้วเสร็จ โดยศาลโลกก็ได้วินิจฉัยในกรณีนี้ไว้ชัดเจนว่า แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรัก ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการฯ ดังนั้นแผนที่ระวางนี้จึงมิใช่เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ นอกจากนี้ แผนที่ระวางดงรักยังแสดงเส้นเขตแดนที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ คือ ไม่เป็นไปตามสันปันน้ำ และมีปัญหาทางเทคนิคคือไม่อาจนำมาใช้ระบุเส้นเขตแดนในทางปฏิบัติ และไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในสภาพภูมิประเทศจริงได้

 

๑๕

ผลบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากบันทึกการประชุมเป็นเพียงผลการหารือระหว่างประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของทั้งสองฝ่ายที่ตกลงกันว่าจะดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกันอย่างไรต่อไป และเมื่อดำเนินการอย่างไรแล้ว ก็จะต้องนำมาเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นที่กัมพูชากล่าวหาไทยว่าใช้ทหารรุกรานดินแดนกัมพูชาตามแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ทั้งในบันทึกการประชุม เจบีซี และคณะกรรมการมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใดนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ประท้วงกัมพูชาในหลายโอกาส ทั้งกรณีการสร้างถนน ชุมชน ตลาดและวัดล้ำดินแดนไทย ซึ่งเป็นการรักษาสิทธิและอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ที่ไม่ได้ทักท้วงในบันทึกการประชุมก็เพราะสิ่งที่กัมพูชากล่าวหาไทย เป็นความเห็นของกัมพูชาฝ่ายเดียว และไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าเป็นมติการประชุม อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศเคยทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลกัมพูชาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ยืนยันว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก จึงมีความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจของฝ่ายที่มีความกังวลในเรื่องนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ขอให้กระทรวงต่างประเทศปรับท่าทีในการประชุมคราวต่อไป เพื่อให้มีการบันทึกคำโต้แย้งไว้เป็นหลักฐาน

๑๖

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือ เครื่องมืออันวิเศษที่ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสดงว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจริงหรือไม่ และหากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็จะไม่มีเครื่องมือไปบอกว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลงจริงหรือไม่ จริงเพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มีเงื่อนไขที่ทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตาม เมื่อกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ด้วยการไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเป็นข้อห้ามตามข้อ ๕ ของเอ็มโอยู ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลงชัดเจน

หากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่กำหนดกรอบการเจรจาไว้ ฝ่ายกัมพูชาก็จะอ้างแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ซึ่งไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ขณะที่ไทยก็จะอ้างอนุสัญญา ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ๑๙๐๗ โดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้และจะนำไปสู่การเผชิญหน้าแทนการเจรจา ดังนั้นการมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ใช้สิทธิตามความเชื่อของตัวเองมาสู่โต๊ะเจรจาที่ต้องได้รับการยอมรับทั้งสองฝ่ายจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องในการแก้ไขข้อพิพาทเขตแดน

อีกทั้งตามความเข้าใจโดยทั่วไปที่ว่าเส้นเขตแดนตามธรรมชาติมีอยู่แล้ว เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตกลงกันให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเหมือนกันว่า สันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกอยู่ที่ใดให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ บริเวณ สันปันน้ำถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้น การมีเอ็มโอยูก็เพื่อเป็นกลไกให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสำรวจเพื่อหาเส้นเขตแดนตามธรรมชาติและจัดทำหลักเขตแดนให้ปรากฏชัดเจน หากไม่มีเอ็มโอยูแล้วต่างฝ่ายต่างยึดถือเส้นเขตแดนทางธรรมชาติที่ตนเองเข้าใจก็ย่อมเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งนำไปสู่การสู้รบดังเช่นที่เกิดกับพม่าและลาว เอ็มโอยูจึงมีข้อกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายไม่ดำเนินการใด ๆ ในบริเวณเขตแดนเพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อหรือเปลี่ยนแปลงอุปสรรคทางธรรมชาติ

 

๑๗

ข้อผูกพันที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน แม้มีปัญหาในอดีตก็จะต้องกลับมาเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาอยู่ดี เราไม่ควรห่วงเกินไป จริงหรือไม่ จริง เพราะแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักไม่มีผลผูกพันประเทศไทย ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว และรัฐสภาไทยก็เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย อีกทั้งยังมีวุฒิสมาชิกที่ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอย่างเช่นเรื่องของเขตแดนจึงต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภา และตัวแทนปวงชนชาวไทยไม่ว่าจะฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือไม่ ย่อมที่จะต้องปกป้องอธิปไตยของประเทศไว้ ดังนั้นการที่บอกว่ารัฐสภาไทยอาจตกเป็นเครื่องมือของอำนาจทุนที่ครอบงำพรรคที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชานั้น เป็นการกล่าวหาเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

 

๑๘ เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงหรือไม่ รัฐบาลเห็นว่า เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี และยังเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องเขตแดน ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจเพื่อแก้ไขพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลปี ๒๕๔๔ นั้นเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายสนธิสัญญา นอกจากนั้น การยกเลิกเอ็มโอยูฯก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลแต่อย่างใด เนื่องจากเส้นเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเส้นไหล่ทวีปเป็นเส้นที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ผลสุดท้ายเส้นเขตทางทะเลจะได้แค่ไหนเพียงไร ขึ้นอยู่กับความตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือตามที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด หรือในกรณีรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ/ศาลกฎหมายทะเลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

 

๑๙

สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๒ ปี ๒๕๕๑ คืออะไร ๑ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพราะรัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่คัดค้านการขึ้นทะเบียนดังกล่าว

๒ หลังจากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศได้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและโต้แย้งการเสนอเอกสารจัดทำพื้นที่กันชนและพื้นที่พัฒนารอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องจนเป็นเหตุให้การประชุมในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ กัมพูชายังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลกได้ จนทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกยังไม่สมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลได้แสดงออกชัดเจนว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองทรัพย์สินมรดกโลก มี ๗ ชาติ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เบลเยียม กัมพูชา โดยที่ไทยไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการชุดนี้

๒๐ สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ปี ๒๕๕๒ คืออะไร ไทยได้โต้แย้งคำร้องของกัมพูชาที่อ้างว่าไทยใช้กำลังทหารรุกรานกัมพูชา โดยชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของไทย ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิและอยู่ในระหว่างการเจรจาตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ พร้อมกับชี้ให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้นำมาซึ่งการเผชิญหน้าจนเกิดการปะทะกันและมีความสูญเสียเกิดขึ้น จากความผิดพลาดของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรรักษาสันติภาพ

 

๒๑ สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๔ ปี ๒๕๕๓ คืออะไร ๑ ไทยได้ทักท้วงกรณีที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาจำนวน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐ ซ่อมและสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนที่อยู่ระหว่างการเจรจาตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่าจะทำให้ยูเนสโกกระทำการละเมิดเจตนารมณ์ของตัวเอง เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศมากขึ้น สวนทางกับการเป็นองค์กรส่งเสริมสันติภาพ

๒ การส่งมอบแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนของกัมพูชา เป็นการแจกเอกสารนอกห้องประชุม ไม่ใช่เอกสารที่ถูกบรรจุไว้ในการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก จึงไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก

๓ มีการเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาไปในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ตามคำทักท้วงของไทย

๒๒

เหตุผลที่เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็นมิถุนายน ๒๕๕๔ เพราะอะไร คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ในการประชุมสมัยที่ ๓๒ ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งไทยในฐานะ ผู้สังเกตการณ์ในการประชุมครั้งนั้นได้แถลงคัดค้านมติดังกล่าว และต่อมาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๓ ที่ประเทศสเปน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญามรดกโลกได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกและถึงประธานคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ด้วยเหตุผลว่าคณะกรรมการมรดกโลกดำเนินการไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา สืบเนื่องมาจนถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๔ ที่ประเทศบราซิล นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และได้คัดค้านการออกข้อมติที่จะเป็นการ รับรองแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารจนกระทั่งคณะกรรมการมรดกโลกมีมติว่าจะพิจารณาเอกสารที่ฝ่ายกัมพูชายื่นต่อศูนย์มรดกโลกในการประชุมสมัยที่ ๓๕ ที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเลื่อนการพิจารณาเอกสารของฝ่ายกัมพูชาออกไปอีก ๑ ปี

ถ้าหากไม่ทำตามแนวทางที่รัฐบาลได้วางไว้ แต่ใช้วิธีอื่น ก็เชื่อได้ว่าคงมีการพิจารณาเอกสารของฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว และคงมีมติรับรองแผนดังกล่าวตามความต้องการของกัมพูชา

๒๓

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามกับกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกสรุปว่ามีเนื้อหาอะไร นายสุวิทย์ไม่ได้ลงนามในมติประนีประนอมของกรรมการมรดกโลก เพราะนายสุวิทย์ไม่มีอำนาจไปลงนาม เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ในทางกลับกัน ประธานประชุมกรรมการมรดกโลก เพียงต้องการให้นายสุวิทย์ตรวจสอบมติที่จะนำเข้าสู่การประชุมของกรรมการมรดกโลก ว่าเป็นที่พึงพอใจของไทยหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นที่พึงพอใจก็ให้ลงนามกำกับ เพราะมีการเปลี่ยนมติที่เสนอหลายครั้งตามการเรียกร้องของรัฐบาลไทย เมื่อไทยพึงพอใจเนื่องจากมีการเลื่อนออกไปอีก ๑ ปี อีกทั้งยังต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการระหว่างไทย-กัมพูชา ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีการลงชื่อกำกับ ซึ่งไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาครั้งต่อไป

 

๒๔

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามมีนัยต่อการประชุมครั้งที่ ๓๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ว่าอย่างไร คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาตามข้อเสนอไปอีก ๑ ปี มิใช่เป็นเพียงเพราะนายสุวิทย์ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชา เพราะนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ดังนั้นจึงไม่มีผลใด ๆ ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔

อีกทั้งความคืบหน้าในการเจรจาที่กัมพูชายอมถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ก็แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และยอมรับว่าการจัดทำแผนบริหารพื้นที่ฯจะกระทำมิได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าเราจะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้คัดค้านไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร ๗ ชาติเพราะเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติไทย

 

๒๕

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่อ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุผลที่ทำให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกจริงหรือไม่ จริง เพราะคณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย

การกล่าวอ้างถึงกรณีที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนสร้างตลาดกัมพูชาเป็นการพูดถึงบันทึกที่เกิดขึ้นในมติปี ๒๕๕๒ ซึ่งเมื่อไทยทักท้วงเรื่องนี้ในการประชุมปี ๒๕๕๓ ก็ทำให้ยูเนสโกมีความเข้าใจต่อสถานการณ์มากขึ้นและเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้อโต้แย้งของไทยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น จนคณะกรรมการมรดกโลกไม่กล้าเดินหน้าที่จะรับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาตามแนวทางเดิมที่วางไว้ก่อนหน้านี้

 

๒๖

เงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาคืออะไร ความร่วมมือจากฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า แผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารจะต้องไม่รุกล้ำดินแดนไทย และแจ้งยูเนสโกว่า ไทยไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเดินทางผ่านแดนไทยหากไม่ขออนุญาติ

แม้ว่าจะมีการสร้างถนนในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชากระทำการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ ไม่ได้ทำให้กัมพูชามีสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว ตรงกันข้ามกลับเป็นการฟ้องนานาชาติว่ากัมพูชาละเมิดเอ็มโอยูเพราะต้องการผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้คณะกรรมการมรดกโลกได้เห็นถึงข้อผิดพลาดในมติที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่าทำให้เกิดปัญหาระหว่างสองประเทศ

๒๗

หลังจากไทยได้ลงนามในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ กับกัมพูชาแล้วเกิดอะไรขึ้น ๑ กัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมาตั้งแต่ครั้งที่มีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกปี ๒๕๐๕ ไม่ใช่เพิ่งจะมาอ้างอิงถึงแผนที่นี้เมื่อมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ตรงกันข้ามเอ็มโอยู กลับเป็นตัวล็อคที่ทำให้กัมพูชาไม่สามารถอ้างแผนที่ดังกล่าวได้ เพราะไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู

๒ การรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยบริเวณเขาพระวิหารไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่เกิดขึ้นหลังจากกัมพูชามีความพยายามที่จะผลักดันให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งหลักฐานดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าคณะกรรมการมรดกโลกผิดพลาดในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพราะเป็นเหตุผลที่ทำให้กัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓

การที่กัมพูชาร้องเรียนต่อนานาชาตินั้นไม่เคยอ้างว่าไทยละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่กล่าวหาลอย ๆ ว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก แต่กลับระบุในเอกสารที่ส่งถึงคณะกรรมการมรดกโลกว่ายังดำเนินการปักหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ดังนั้นข้อร้องเรียยนที่กัมพูชาทำถึงนานาชาติจึงไม่มีน้ำหนัก เพราะขัดแย้งกันเอง เนื่องจากกัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีการเจรจาระหว่างสองประเทศให้ได้ข้อยุติเสียก่อน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวหาว่าไทยรุกรานดินแดนกัมพูชา

๒๘

 

การประท้วงถือว่าไทยยังไม่เสียดินแดนจริงหรือไม่

จริง โดยเรื่องนี้มีมติ ปปช.วันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓ ยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปตามหลักสากลและเป็นการรักษาอธิปไตยของชาติ มีรายละเอียด ดังนี้

ข้อกล่าวหาที่ 6. ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยทำให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของต่างประเทศและไม่กำกับ ดูแล เพื่อรักษาไว้ซึ่งดินแดนของประเทศ กรณีให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั้น กระทรวงการต่างประเทศไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่อย่างใด แต่อาศัยการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี แนวทางปฏิบัติทางการทูต รวมทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ในส่วนของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา นั้น ได้มีการทำบันทึกความเข้าใจในเรื่องเขตแดนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 ซึ่งตามข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวสรุปว่า หน่วยงานของรัฐบาล จะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน และข้อ 8 ได้ระบุว่า ให้มีการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ซึ่งหากมีกรณีของการละเมิดเขตแดนของประเทศไทยโดยประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วตามขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติทางการทูต โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีสิทธิที่จะทำการประท้วงได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่อยมา ไม่ได้ปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนรุกล้ำเข้ามายึดครองดินแดนเป็นทางขึ้นไปสู่ประสาทพระวิหารแต่อย่างใด โดยล่าสุดภายหลังที่นายกษิต ภิรมย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้อนุมัติการประท้วงเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 เพื่อรักษาสิทธิของประเทศไว้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้กำกับ ดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อกล่าวหาไม่มีมูล จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

๒๙

ต้องการใช้ทหารในการผลักดันกัมพูชาหรือไม่ รัฐบาลไม่เคยปฏิเสธว่ากองทัพคือเครื่องมือหนึ่งในปกป้องราชอาณาจักรไทย แต่วิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะยึดหลักสันติวิธีใช้การทูตเจรจาอย่างถึงที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย แต่หากถึงคราวจำเป็นกองทัพไทยมีความพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากกลไกทางการทูตล้มเหลว แต่ในขณะนี้ทุกอย่างยังเดินหน้าได้ รัฐบาลจึงใช้ช่องทางการเจรจาเป็นหลัก

 

๓๐

กลยุทธ์ทางการทหารของกัมพูชาคืออะไร เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องประเมินสถานการณ์ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ซึ่งกลยุทธ์ทางการทหารมิใช่เรื่องที่ควรจะนำมาพูดต่อสาธารณชน แต่สิ่งที่รัฐบาลยืนยันได้คือ หน้าที่ของกองทัพคือปกป้องอธิปไตยของชาติ และทหารไทยมีความพร้อมที่จะรักษาดินแดนไทยเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

 

๓๑

กัมพูชาถอนชุมชน ตลาด และวัด โดยอ้างหลายครั้งว่าสถานภาพถอยกลับไปก่อนวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ โดยฝ่ายไทยอ้างว่าเป็นผลงานจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จริงหรือไม่ จริง เพราะฝ่ายไทยได้ประท้วงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการละเมิดเอ็มโอยูของกัมพูชา จนเป็นที่รับทราบของคณะกรรมการมรดกโลก และการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาปรับสภาพบริเวณดังกล่าวให้กลับไปสู่สภาพพื้นที่ก่อนมีเอ็มโอยู

๒๕๔๓ เพื่อให้การเอ็มโอยูสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ กัมพูชาได้เริ่มดำเนินการตามข้อเรียกร้องของแล้ว

ข้อเท็จจริงข้างต้นมีหลักฐานยืนยันชัดจากการบันทึกการเจรจาระหว่างผู้นำสองประเทศซึ่งจะนำไปใช้อ้างอิงต่อคณะกรรมการมรดกโลกถึงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่ถอนทหารจากพื้นที่ และไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาตามกรอบของมรดกโลกด้วย

๓๒

การลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกได้อะไร

รัฐบาลไม่เคยลังเลที่จะตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก ดังจะเห็นได้จากมติ ครม.ที่ประกาศถอนตัวจากภาคีดังกล่าวหากคณะกรรมการมรดกโลกไม่รับฟังคำทักท้วงของไทย จนทำให้มีมติเลื่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาออกไปเป็นปีหน้า

แต่เหตุผลที่ยังคิดว่าการเป็นภาคีในอนุสัญญามรดกโลกยังเป็นประโยชน์ เพราะการอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลกทำให้ไทยมีสิทธิมีเสียงที่จะใช้ช่องทางนี้ทักท้วงในคณะกรรมการมรดกโลก ขณะเดียวกันการลาออกในขณะนี้มิได้ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยุติการดำเนินการ หรือดำเนินการต่อไปไม่ได้

ไทยจึงจำเป็นต้องเป็นภาคีเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ในคณะกรรมการมรดกโลกให้ถึงที่สุด จนกระทั่งเป็นที่ชัดเจนว่าคณะกรรมการมรดกโลกไม่รับฟังข้อทักท้วงของไทย เราก็มีเหตุผลที่จะถอนตัวจาการเป็นภาคีสมาชิกได้โดยชอบธรรม และมติของกรรมการมรดกโลกก็จะไม่มีผลผูกพันกับประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องถอนตัวในขณะนี้แต่ควรใช้ประโยชน์จากการเป็นภาคีในการรักษาสิทธิของชาติอย่างเต็มที่ก่อน

๓๓

ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากข้อที่ ๓๒. ย่อมแสดงให้เห็นว่าไทยควรใช้โอกาสในการเป็นสมาชิกเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติมากที่สุด ต่อเมื่อเห็นว่าการเป็นสมาชิกไม่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิทธิของประเทศ ก็สามารถตัดสินใจลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกในภายหลังได้

รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ถอนชุมชน ตลาด และวัดออกจากดินแดนไทยและกัมพูชาก็อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารแต่ใช้ MOU ๔๓ และการเจรจาอย่างสันติวิธี เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร เนื่องจากสงครามไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้ รังแต่จะสร้างปัญหาที่สลับซับซ้อนขึ้น อีกทั้งจะทำให้ประเทศอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซงโดยอ้างว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบความมั่นคงของภูมิภาค

แผนที่ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทย และรัฐบาลก็เคยทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้กับทางกัมพูชาทราบ ว่าประเทศไทยไม่เคยยอมรับว่าแผนที่ระวางดงรัก เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปัน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ MOU ๒๕๔๓

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง
25 ธันวาคม 2010 เวลา 14:29 น.
ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่3

Abhisit Vejjajiva
สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย – กัมพูชา ตอนที่1
25 ธันวาคม 2010 เวลา 18:53 น
สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย – กัมพูชา ตอนที่2
25 ธันวาคม 2010 เวลา 19:04 น.
สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย – กัมพูชา ตอนจบ
25 ธันวาคม 2010 เวลา 19:14 น.
สัมผัส…อย่างลึกซึ้ง ซึ่งสำเนียง เสียงภายใน

wannaprasart blog

Advertisements

3 thoughts on “ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่2

  1. Pingback: ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง | samunchon

  2. Pingback: ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง ตอนที่3 | samunchon

  3. Pingback: “มาร์ค” แจงผ่านเฟซบุ๊ก 20 จุดยืน ไม่เลิกเอ็มโอยู 43 | samunchon

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s