เก่งมาจากไหน จึงไม่เอากษัตริย์ – ปราโมทย์ นาครทรรพ


หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความบทความพิเศษ

ShowMemberLite()



       แบลร์กล่าวถึงการเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานประจำสัปดาห์ว่า “ทุกคนจะต้องแปลกใจ ที่พระราชินีเข้าถึงเป้า ตรงไปตรงมา และทรงมีความเห็น “ติดดิน down to earth” มากๆ ราวกับทรงจับชีพจรประเทศไว้อยู่ คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง เพราะเคยเห็นพระราชินีแต่ในราชพิธีที่มีสีสันอลังการ แต่ใครที่เคยเฝ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการจะเห็นความเรียบง่ายเป็นกันเองและเข้าพระทัยอารมณ์หรือความรู้สึกของคนในบ้านเมืองเป็นอย่างดี

       

       แบลร์รู้สึกแปลกๆ และเคอะเขินในยามที่ได้รับเชิญเป็นแขกไปค้างเวลาแปรพระราชฐานไปวัง Balmoral ประจำทุกปี ที่นั่นนายกฯ ถูกบังคับให้นั่งเฉยๆ รอให้พระราชินี พระราชวงศ์ ปรุงอาหารเสิร์ฟอาหาร และล้างจาน พอบ่อยๆ เข้าคุ้นเคยขึ้น ก็จะเป็นเวลาที่ง่ายและดีที่สุด

.

เก่งมาจากไหน จึงไม่เอากษัตริย์
โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 6 มกราคม 2553 14:23 น.
“Politics is more dangerous than war, for in war you are only killed once. การเมืองร้ายยิ่งกว่าสงคราม เพราะในสงครามคุณจะถูกฆ่าหนเดียวเท่านั้น”

       

       Winston Churchill

       

       ท่านผู้อ่านที่เคารพ โปรดศึกษาวาทะของวินซตัน เชิชชิล (1874-1965) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 2 สมัย (1940-1945/1951-1955) ผมว่าจริง สงครามฆ่าเราได้หนเดียว แต่การเมืองฆ่าเราได้บ่อยๆ ฆ่าได้ตลอดชีวิต ฆ่าทั้งเป็น ตายแล้วยังตามไปฆ่า เกิดชาติหน้าก็ตามล้างตามผลาญอีก ข้ามภพข้ามชาติ ลูกหลานบ้านเมืองของเรามันก็ยังไม่เว้น

       

       ผมยังหวั่นอยู่ว่า การเมืองทรามของเราทุกวันนี้จะก่อสงครามการเมืองเข่นฆ่าคนไทยทั้งชาติและประเทศไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

       

       ผมว่าไม่มีใครมีประสบการณ์ในเรื่องที่ตนพูดเท่ากับเชิชชิล ผู้ที่พลเอกเปรมนำมาประกบกับพลเอกสุรยุทธ์

       

       เชิชชิลเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนเดียวที่จบจากโรงเรียนนายร้อยแซนเฮิร์ส ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในอินเดียและแอฟริกา ถูกจับเป็นเชลยศึกหนึ่งครั้ง

       

       เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เชิชชิลเป็นทั้งสมองทั้งกำลังใจและผู้นำคนสำคัญของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตร ทำให้อังกฤษผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้อย่างผู้ชนะ

       

       เชิชชิลสอบตกถึง 4 ครั้งจึงได้เป็น ส.ส.ในครั้งที่ 5 และเป็น ส.ส.คนหนึ่งที่เข้าๆ ออกๆ อยู่ในสภาสามัญยาวที่สุด (1900-1964)

       

       ครั้งแรก เชิชชิลเป็นนายกรัฐมนตรีรัชกาล George VI (1895- 1952/ ครองราชย์ 1936) มีความสัมพันธ์กันอย่างดีเยี่ยม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แม้กระทั่งร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีสู้ศึกและป้องกันประเทศ เป็นแบบราชประชาสมาสัยหรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง

       

       เสร็จสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับกลัววีรบุรุษสงครามจะเหลิง จึงส่งพรรคคอนเซอร์เวตีฟไปเป็นฝ่ายค้าน และมอบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้านของพระเจ้าอยู่หัวให้เชิชชิล ตอนปลายรัชกาลพระเจ้าจอร์จ 6 (1952) ที่เหนื่อยล้าอาทร และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพระราชินีอลิซาเบธ(1926-ปัจจุบัน/ครองราชย์ 6 ก.พ.52)

       

       เชิชชิลเป็นนักอภิปรายนักประวติศาสตร์และนักเขียนชั้นเลิศ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวของโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

       

       เชิชชิลเคารพพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยคืออำนาจแนะนำ ตักเตือนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆ และนำมาใช้รักษาบ้านเมืองได้ผลในยามวิกฤต

       

       นอกจากจะมีพระบรมราชโองการ (จดหมายลับ) ผ่านราชเลขานุการส่วนพระองค์แล้ว ยังมีประเพณีที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าเฝ้ารายงานข้อราชการและขอคำปรึกษาเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์ทรงมีพระราชวินิจฉัยถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมของบุคคลที่จะทรงแต่งตั้งกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดก็ได้ แต่จะต้องรักษาจารีตและครรลองประชาธิปไตยไม่ลำเลียงหรือฝักใฝ่เข้าข้างพรรคใดๆ

       

       ครั้งหนึ่ง เชิชชิลขอโปรดเกล้าฯ Lord Beaverbrook เป็นรมต.กระทรวง Aircraft แต่พระเจ้าจอร์จไม่เห็นด้วย มีพระราชสาส์นให้นายกฯ พิจารณา “…I wonder if you would not reconsider…I fear that this appointment might be misconstrued” เชิชชิลเข้าเฝ้าอธิบายและยืนยัน King George VI ก็ทรงอนุมัติ

       

       การเข้าเฝ้าฯ รายงานข้อราชการนี้ ถ้าเป็นเรื่องการบริหารที่นายกฯ จะต้องรับผิดชอบต่อสภา นายกฯ อาจเห็นต่างและไม่กระทำตามราชวินิจฉัยก็ได้ ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดข่าวหรือกรณีขัดกันระหว่างกษัตริย์กับนายกฯ ของพระองค์ การเข้าเฝ้าฯ จึงเป็นเรื่องรู้กัน 2 คน ไม่มีการจดบันทึกหรือคนอื่นเข้าร่วม การเข้าเฝ้าฯ นี้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อประเทศและระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะทั้งกษัตริย์และนายกฯ ต่างจะต้องทำการบ้านอย่างดี ประมาทเลินเล่อไม่ได้

       

       อีกตัวอย่างเป็นพระราชอำนาจพิเศษ นายกฯ หรือรัฐมนตรีจะออกนอกประเทศได้ต้องมีบรมราชานุญาต เชิชชิลขออนุญาตพระเจ้าจอร์จถึง 2 ครั้ง ที่จะออกไปดูการยกพลขึ้นบกของกองทัพพันธมิตรในวันดีเดย์ที่ 6 มิ.ย. 1944 ที่หาดนอร์มังดีประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าอยู่หัวเป็นห่วงเกรงนายกฯ เป็นอันตรายจึงทรงปฏิเสธ และเชิชชิลก็ยอมรับพระบรมราชโองการ จดหมายกราบบังคมทูลว่า “ I must defer to Your Majesty’s wishes and indeed commands”

       

       ราชประชาสมาสัยของอังกฤษแบบนี้แหละที่ทำให้มีคำทำนายว่า ในที่สุดจะเหลือกษัตริย์ในโลกเพียง 5 องค์ คือ King ในไพ่ป็อก 4 และกษัตริย์อังกฤษอีก 1

       

       ถามว่า รัฐมนตรีเราออกไปเล่นกาสิโนหรือตีกอล์ฟกับฮุนเซนได้เองหรือใครอนุมัติ

       

       ประชาธิปไตยของเราเป็นประชาธิปไตยเก๊หรืออาเพศ มิใช่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะเรามีทฤษฎีบิดเบือนและเบียดบังพระราชอำนาจว่า “กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือการเมือง” แต่การเมืองเราอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไฉนจึงจะลอดลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญได้

       

       อังกฤษมีระบบการเมือง 2 พรรค นานๆ พรรคที่ 3 จึงจะดอดมาร่วมได้สักครั้ง พรรคที่แข่งขันขับเคี่ยวกับพรรคคอนเซอร์เวตีฟของเชิชชิล คือพรรคสังคมนิยมที่มีชื่อว่า Labour Party หรือพรรคแรงงาน ซึ่งเดี๋ยวนี้กลับมาครองอำนาจ ตั้งแต่โทนี่ แบลร์ (เกิด 6 พ.ค. 1953 เป็นนายกฯ 2 พ.ค. 1997 ถึง 27 มิ.ย. 2007) นำพรรคเข้าถล่มทลาย แต่ถูกบังคับให้ส่งไม้ต่อให้กอร์ดอน บราวน์ (เกิด 20 ก.พ. 1951)พรรคเดียวกัน

       

       พรรคแรงงานมีสมาชิกและผู้นำพรรคจำนวนมากที่ไม่นิยมกษัตริย์ แต่การณ์กลับปรากฏว่าในแผนปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลมิได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์เลย ผู้คนต่างก็ถึงบางอ้อเมื่อได้ยินคำสัมภาษณ์วันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ของโทนี่ แบลร์ และรายการสารคดีทีวี BBC1

       

       แบลร์ซึ่งถูกกล่าวขวัญอยู่เนืองๆ ว่าไม่เคารพพระราชินีกลับบรรยายว่าด้วยหลักของเหตุและผลแล้ว ระบบกษัตริย์ดีกว่าระบบอื่น

       

       แบลร์กล่าวถึงการเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานประจำสัปดาห์ว่า “ทุกคนจะต้องแปลกใจ ที่พระราชินีเข้าถึงเป้า ตรงไปตรงมา และทรงมีความเห็น “ติดดิน down to earth” มากๆ ราวกับทรงจับชีพจรประเทศไว้อยู่ คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง เพราะเคยเห็นพระราชินีแต่ในราชพิธีที่มีสีสันอลังการ แต่ใครที่เคยเฝ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการจะเห็นความเรียบง่ายเป็นกันเองและเข้าพระทัยอารมณ์หรือความรู้สึกของคนในบ้านเมืองเป็นอย่างดี

       

       แบลร์รู้สึกแปลกๆ และเคอะเขินในยามที่ได้รับเชิญเป็นแขกไปค้างเวลาแปรพระราชฐานไปวัง Balmoral ประจำทุกปี ที่นั่นนายกฯ ถูกบังคับให้นั่งเฉยๆ รอให้พระราชินี พระราชวงศ์ ปรุงอาหารเสิร์ฟอาหาร และล้างจาน พอบ่อยๆ เข้าคุ้นเคยขึ้น ก็จะเป็นเวลาที่ง่ายและดีที่สุด

       

       แบลร์เล่าว่าพ่อตนนิยมกษัตริย์ และไม่ยอมพลาดทีวีพระราชดำรัสประจำปี ไม่เคยมีใครเลยในแวดวงของแบลร์ที่เป็นสาธารณรัฐนิยม ดังนั้น คนในรุ่นของแบลร์จึงได้ตัดสินใจว่า พระราชินีทรงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการรวมชาติ และนี่เป็นระบบที่ดีกว่าระบบอื่น อย่างมีเหตุมีผล มิใช่โดยอารมณ์หรือประเพณี แต่โดยเหตุผล นี่คือระบบที่ดีกว่า (because of how important a unifier for the country the Queen has been that actually this is a better system – rationally, not simply emotionally or as part of tradition – but rationally this is a better system.)

       

       ผมอยากจะถามพวกเราคนไทยว่า เรายอมรับหรือไม่ว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนอังกฤษ คนแคนาดา คนออสเตรเลีย คนนิวซีแลนด์ ที่มีพระราชินีองค์เดียวกัน เขามีระดับการศึกษา ระดับความเป็นอยู่ ระดับความรู้และความสนใจการเมืองดีกว่าพวกเรา ยิ่งกว่านั้นเขายังมีเสรีภาพเต็มเปี่ยมที่จะโต้กันอย่างเปิดเผยทุกวันว่า ระบบกษัตริย์กับระบบสาธารณรัฐ ใครจะดีกว่ากัน

       

       แต่ถึงเวลาลงประชามติทีไร เขาเลือกระบบกษัตริย์ทุกที

       

       ผมอยากจะถามขบวนการสุนัขแดงและบรรดาหัวโจกทั้งหลายว่า

       

       เก่งมาจากไหน จึงไม่เอากษัตริย์

ข่าวล่าสุด ในหมวด
การคุ้มครองสิทธิเด็กในศาลยุติธรรม
เก่งมาจากไหน จึงไม่เอากษัตริย์
ขาดปราชญ์กษัตริย์-รัฐนาวาจะอับปาง
กษัตริย์ปราชญ์กับศาสตร์แห่งการปกครองประเทศ (Philosopher King and Statecraft)
นักการเมืองหมาๆ ตุลา 16- ตุลา 52
<!–

 

–>

<!–

–>

เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน

function googleTranslateElementInit() {
new google.translate.TranslateElement({
pageLanguage: ‘th’,
includedLanguages: ‘ko,zh-TW,zh-CN,ja,fr,de,ru,es,en,ar’
}, ‘google_translate_element’);
}

จำนวนคนอ่าน 12979 คน จำนวนคนโหวต 118 คน



ข้อความ

Advertisements