ศรีธนญชัยเรียกพ่อ (สารส้ม)


แนวหน้า มั่นคง ตรงไป สี่เสา

แนวหน้า มั่นคง ตรงไป สี่เสา

วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

ตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงไปแล้ว ฝ่ายบริหาร ได้แก่ คณะรัฐมนตรี ย่อมไม่อาจขัดแย้งต่อคำสั่งของป.ป.ช.ได้

และที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยมีความเห็นยืนยันในเรื่องนี้ และได้มีการแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทราบแล้ว

http://goo.gl/t3LeWI
ศรีธนญชัยเรียกพ่อ, กวนน้ำให้ใส, สารส้ม

กวนน้ำให้ใส สารส้ม

แนวหน้า กวนน้ำให้ใส สารส้ม

กวนน้ำให้ใส
ศรีธนญชัยเรียกพ่อ (สารส้ม)
“แม่นมอมทุกข์” กำลังทำตัวเหมือน “แม่ยักษ์ใจร้าย” หากร่วมขบฎต่ออำนาจฝ่ายตุลาการของบ้านเมือง…

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี อาศัยตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ชี้แจงว่า หลังจากที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายตำรวจในคดีสลายการชุมนุม 7 ต.ค. 2551 ทาง สตช.ได้ดำเนินการให้นายตำรวจที่ถูกชี้มูลความผิดออกจากการปฏิบัติหน้าที่ คือ ปลดออก

อ้างว่า เป็นการปฏิบัติตามมติของ ป.ป.ช.แล้ว

โดยนายตำรวจใหญ่ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

นายสุเทพอ้างต่อไปว่า หลังจากนั้น นายตำรวจที่ถูกปลดออกได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการตำรวจ (ซึ่งก็คือพวกตำรวจด้วยกัน) ผลการพิจารณาสรุปว่าคำอุทธรณ์ฟังขึ้น ไม่ได้กระทำความผิดวินัยตามที่ป.ป.ช.กล่าวหา จึงได้เสนอผลการพิจารณากลับมาที่ ก.ตร. และ ก.ตร.ก็ได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคณะกรรมการอุทธรณ์

พูดง่ายๆ ว่า ปลดออกแล้ว แต่ก็กำลังจะเอากลับเข้ามารับราชการอีก!

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ศรีธนญชัยคงต้องเรียกพ่อ!

1) คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดของ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมในช่วงเช้า มีผู้บาดเจ็บถึงขั้นขาขาด และมีบาดแผลในร่างกายหลายราย พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงที่ได้รับนโยบายจากฝ่ายการเมืองให้ไปดำเนินการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม กลับเพิกเฉย ไม่สั่งการให้หยุดยั้งการกระทำ หรือยอมกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อประชาชน เพื่อสนองนโยบายของฝ่ายการเมือง มิได้ยับยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนตามวิสัยของข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ จนเกิดความเสียหายร้ายแรง

การกระทำหรือละเว้นการกระทำของพลตำรวจเอกพัชรวาท จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79(5) (6) และมีมูลความผิดทางอาญาฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2) คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดของ พลตำรวจโทสุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามแผนกรกฎ ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การเข้าดำเนินการผลักดันผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดทุกสถานการณ์

เมื่อทราบเหตุการณ์ในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตำรวจที่มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ได้ใช้แก๊สน้ำตายิงและขว้างใส่ประชาชนที่ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมากแล้ว ในเวลาประมาณ 16.00 น. ยังคงสั่งให้มีการใช้กำลังเข้าผลักดันกลุ่มประชาชน โดยใช้แก๊สน้ำตาดังกล่าวอีก จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาอีกจำนวนหนึ่ง และเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ตำรวจที่อยู่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังคงยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มประชาชนที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัส ขาขาด มือขาด และบาดเจ็บที่ต่างๆ จำนวนมากอีก

พลตำรวจโทสุชาติทราบว่าการใช้แก๊สน้ำตาเข้าผลักดันประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน กลับไม่ดำเนินการทบทวนวิธีการหรือหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว กลับสั่งให้ดำเนินการเช่นเดิมอีกในตอนบ่ายและกระทำซ้ำอีกในตอนค่ำ การกระทำของพลตำรวจโทสุชาติ จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทำร้ายประชาชนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 79 (3) (5) (6) และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

3) ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การใช้อำนาจอธิปไตยมีการแบ่งแยกอำนาจ 3 ส่วน คือ

อำนาจฝ่ายบริหาร ได้แก่ รัฐบาล และหน่วยงานราชการทั้งหลาย ซึ่งรวมถึง “ตำรวจ”

อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ รัฐสภา

และอำนาจฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ศาลยุติธรรมทั้งปวง

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจกึ่งตุลาการ ได้แก่ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยความผิดของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย บนพื้นฐานของหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อดุลและคานอำนาจ มิให้ฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลและข้าราชการทั้งหลาย กระทำการใช้อำนาจของตนโดยมิชอบ

ตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงไปแล้ว ฝ่ายบริหาร ได้แก่ คณะรัฐมนตรี ย่อมไม่อาจขัดแย้งต่อคำสั่งของป.ป.ช.ได้

และที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยมีความเห็นยืนยันในเรื่องนี้ และได้มีการแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทราบแล้ว

หากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีความผิดร้ายแรง!

4) กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงไปแล้ว หากฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานราชการ สามารถจะอ้างอำนาจบริหาร ทำการยับยั้ง โต้แย้ง หรือทำลายคำวินิจฉัยชี้ขาดของฝ่ายที่ใช้อำนาจตุลาการของบ้านเมืองได้ ต่อไป… ก็คงจะไม่มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐรายใดเคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะสามารถจะอาศัยอำนาจของนักการเมือง ช่วยฟอกความผิดแก่ตนเองได้

5) พฤติกรรมในลักษณะ “ปลดออก-อุ้มเข้า” ของประธาน ก.ตร. ตลอดจน ก.ตร. และผู้ร่วมสนับสนุนการกระทำดังกล่าวข้างต้นนั้น นอกจากจะเป็นการไม่เคารพมติของคณะกรรมการป.ป.ช.แล้ว ยังสะท้อนถึงความไม่ตระหนักถึงความรู้สึกของประชาชนผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายการชุมนุม 7 ต.ค.2551

อาจส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยขัดต่อบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของระบบกฎหมาย

หรือจงใจดิสเครดิตการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.

หรือพยายามช่วยเหลือผู้กระทำผิด ให้รอดพ้นจากการรับผิดตามคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

อาจถูกมองได้ว่า กำลังร่วมขบฎต่ออำนาจของฝ่ายตุลาการในบ้านเมือง!

วันที่ 7/1/2010



ศรีธนญชัยเรียกพ่อ (สารส้ม)
.
ตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงไปแล้ว ฝ่ายบริหาร ได้แก่ คณะรัฐมนตรี ย่อมไม่อาจขัดแย้งต่อคำสั่งของป.ป.ช.ได้
.
และที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยมีความเห็นยืนยันในเรื่องนี้ และได้มีการแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทราบแล้ว
.
http://goo.gl/t3LeWI
ศรีธนญชัยเรียกพ่อ, กวนน้ำให้ใส, สารส้ม
.

บทความอื่นๆในคอลัมน์นี้
หยุดเห็นแก่ตัว ! (สาส้ม)
ศรีธนญชัยเรียกพ่อ (สารส้ม)
ผู้นำ… ต้องนำทางบ้านเมือง (สารส้ม)
มหาราช กับ ทรราช ? (ตอนจบ) (สารส้ม)
มหาราช กับ ทรราช ? (สารส้ม)
อ่านข่าวทั้งหมด

 

 

Advertisements