แนวหน้า มั่นคง ตรงไป บ้านป๋า

ใครแน่จริง…ช่วยรื้อทุจริตโควตากองสลากออกมาดูที-พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล


แนวหน้า มั่นคง ตรงไป บ้านป๋า

แนวหน้า มั่นคง ตรงไป บ้านป๋า

วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

อภิปรายนอกสภา

 

ใครแน่จริง…ช่วยรื้อทุจริตโควตากองสลากออกมาดูที (เรื่องนี้เห็นจะต้องเดือดร้อนถึง ป.ป.ช.อีกแล้ว) (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)

หลังมีการอนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งเพิ่มสลากกินแบ่งอีกจำนวน 12 ล้านฉบับ โดยเพิ่ม 3 ครั้ง ครั้งละ 4 ล้านฉบับ ในเดือนธันวาคม 2552 กับเดือนมกราคม และมีนาคม 2553 วันนี้มีนายหน้าวิ่งขายโควตาสลากกินแบ่งทั่วบ้านทั่วเมืองในราคาฉบับละ 6 บาท โดยอ้างที่มาพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางท่านอย่างอาจเอื้อม และนักการเมืองหลายๆคนทั้งที่เท็จบ้างและจริงบ้าง

http://wp.me/p3uK8h-2K
โควตากองสลาก, พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

อภิปรายนอกสภา

 

ใครแน่จริง…ช่วยรื้อทุจริตโควตากองสลากออกมาดูที (เรื่องนี้เห็นจะต้องเดือดร้อนถึง ป.ป.ช.อีกแล้ว) (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
“อภิปรายนอกสภา”วันนี้ เป็นบทความแรกสำหรับปี 2553 ผู้เขียนไม่มีโอกาสกล่าวสวัสดีกับท่านผู้อ่านในฉบับส่งท้ายปีเก่า จึงขอถือโอกาส”สวัสดีปีใหม่”ท่านสมาชิกหนังสือพิมพ์”แนวหน้า” ทุกท่านด้วยความเคารพและขอบคุณ

ความจริงวันนี้ยังไม่ล่วงลุสู่ปีขาลตามปีอธิกสุรทิน จนกว่าจะถึงวันมหาสงกรานต์ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ แต่ยังไม่ทันถึงเดือนมกราคม ใครๆ ก็กล่าวขานถึงเสือใหญ่ด้วยความวิตกกังวลต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์หลายๆ เรื่องที่กำลังระอุอยู่ในขณะนี้

ทุกปีเรามักจะเรียกสัตว์ประจำนักษัตรในทางที่เป็นมงคล เช่น ปีหมูทอง หมาทอง กระต่ายทอง ม้าทอง วัวทอง ไก่ทอง แม้กระทั่งมังกรทอง

แต่ปีขาลนี้ยังไม่เคยได้ยินใครเรียกปีเสือทอง กลับได้ยินแต่คำเรียกขานที่น่ากลัว เช่น ปีเสือดุ ปีเสือหิว ปีเสือไฟ ปีเสือทมิฬ จนถึงคำว่าเสือมฤตยู เพราะมีเหตุการณ์วิกฤติรอท้าทายฝีมือรัฐบาลอยู่หลายๆ เรื่อง

ตั้งแต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องปรับคณะรัฐมนตรี เรื่องการสลับขั้วหรือสลัดขั้ว เรื่องการยุบพรรค เรื่องสถานะของสส.และสว.จำนวนมากที่กำลังพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องกัมพูชา เรื่องมาบตาพุด เรื่องแดงมหาภัยประกาศจะยกพลบุกเขายายเที่ยง และประกาศชุมนุมใหญ่ม้วนเดียวจบภายใน 7 วัน โดยพร้อมจะนองเลือดเพื่อนายใหญ่ที่กำลังเตรียมตัวกลับเมืองไทย ฯลฯ

สุดท้ายเรื่องสดๆร้อนๆเมื่อเริ่มศักราชใหม่คือคำประกาศของนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่อง”หวยออนไลน์” ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่กระทรวงการคลังผูกพันตามสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

พูดถึง “บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง” ก็ต้องขอร้องไปยังคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งที่อยู่ในสังกัดบริษัทให้ใจเย็นๆ เพราะทุกครั้งที่มีใครแตะต้องเรื่องหวยออนไลน์ หรือเรื่องการทำงานของ “เอาท์ซอร์ส”คู่สัญญากับสนามบินสุวรรณภูมิ จะเห็นดอกเตอร์คอลัมนิสต์ผู้นี้ออกมาฟาดงวงฟาดงาทันที

ขอเรียนว่าเรื่องหวยออนไลน์ผู้เขียนน่าจะเป็นผู้ที่รู้จริงที่สุดคนหนึ่ง แต่วันนี้จะยังไม่พูดถึง จะขอพูดถึงเรื่องหวยเหมือนกัน คือ เรื่องการทุจริตอย่างมโหฬารในโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่ และทราบว่ากำลังเป็นที่สนใจของ ป.ป.ช. บางท่าน

ผู้เขียนจะพยายามรวบรัดตัดความให้เรื่องนี้กระชับที่สุดคือ

ตั้งแต่ปลายปี 2540 ในรัฐบาล “ชวน หลีกภัย 2” สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้พิมพ์สลากออกมาทั้งสิ้น 44 ล้านฉบับ เป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 30 ล้านฉบับ และเป็นสลากการกุศลประมาณ 14 ล้านฉบับ

สลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นการออกสลากโดยอาศัยพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 เป็นธุรกรรมประจำตามปกติของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีลักษณะสำคัญคือรายได้จากการออกสลากจะต้องเป็นรายได้คงที่ทุกงวด ประกอบด้วย เงินได้จากการขายสลากต้องคงที่ ค่าใช้จ่ายเพื่อเงินรางวัลทั้งหมดรวมร้อยละ 60 ของราคาสลากทั้งหมดต้องคงที่ ค่าบริหารและจัดจำหน่ายของสำนักงานสลากรวมทั้งตัวแทนจำหน่ายจำนวนร้อยละ 12 ของราคาสลากทั้งหมดต้องคงที่ และรายได้นำส่งรัฐร้อยละ 28 ของราคาสลากทั้งหมดต้องคงที่

สำนักงานสลากกินแบ่งจะไปเสี่ยงกับเลขรางวัลที่ออกโดยมีคนถูกมากถูกน้อย หรือกำไรมากน้อยกว่านี้ไม่ได้ เพราะนั่นจะกลายเป็นสลากกินรวบที่มีรัฐบาลโดยสำนักงานสลากกินแบ่งเป็นเจ้ามือเข้าเสี่ยงโชคกับผู้ซื้อที่เป็นประชาชนของประเทศชาติ เป็นการผิดกฎหมายทันที

เพื่อให้รายได้การออกสลากกินแบ่งคงที่แน่นอน แต่เดิมสำนักงานสลากกินแบ่งเคยคำนวณจ่ายเงินรางวัลตามสัดส่วนสลากทั้งหมดที่ขายได้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนวิธีด้วยการต้องขายสลากโดยมีตัวแทนจำหน่ายรับสลากไปทั้งหมดเป็น”โควตา” เพื่อให้รายได้จากการขายสลากทุกงวดคงที่

สำหรับสลากการกุศล มีหลักการเช่นเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรีเพื่อนำรายได้ร้อยละ 28 ดังกล่าว ส่งให้หน่วยงานเพื่อการกุศลเป้าหมาย แทนการส่งให้รัฐบาล เช่น คณะรัฐมนตรีขณะนั้นเคยอนุมัติให้ออกสลากการกุศลเพื่อหารายได้ช่วยสภากาชาดไทยตั้งแต่ปี 2542 จำนวน 4,000 ล้านบาท หารายได้ช่วยการกีฬาแห่งประเทศไทย 1,000 ล้านบาท ฯลฯ แต่ทั้งนี้รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 44 ล้านฉบับ หรือ 440,000 เล่มเล็ก หรือ 220,000 เล่มคู่

การจัดสรรสลากให้ผู้ค้ารายย่อยโดยตรงเป็นเรื่องสุดวิสัยจะกระทำได้ เพราะผู้ค้าสลากรายย่อยที่มีสิทธิรับสลากไปขายมีหลายหมื่นคน ช่วงเวลาสลากแต่ละงวดเพียง 15 วัน เวลาสำหรับการจ่ายสลากมีเพียง 2-3วันเท่านั้น ประกอบกับความนิยมในสลากแต่ละใบขึ้นอยู่กับหมายเลขบนสลาก ในจำนวนสลากทั้งหมดประมาณร้อยละ 10 มีหมายเลขที่เรียกกันว่า “เลขเน่า” เช่น เลข 6 ตัวที่มีหมายเลขเดียวกันซ้ำๆ อยู่บนใบเดียวกัน หรือเลขที่ซ้ำกับหมายเลขที่ออกไปแล้วเมื่องวดก่อน เลขเหล่านี้หากอยู่ในเล่มใดเล่มหนึ่งจะทำให้กลายเป็น”สลากเน่า”ไปทั้งเล่ม เป็นปัญหาแก่ผู้ค้ารายย่อยที่มีโควตาเพียงงวดละ 4-5 เล่มอย่างมาก จำเป็นต้องมีองค์กรเป็นตัวแทนรับไปแล้วคละเคล้าสลากให้เป็นธรรมในหมู่สมาชิก โควตาสลากจึงจำเป็นต้องจ่ายผ่านองค์กรต่างๆ เช่น องค์การทหารผ่านศึก สมาคมสังคมสงเคราะห์ฯ องค์กรคนพิการและด้อยโอกาส กลุ่มสมาชิกผู้ค้าสลากกินแบ่ง ฯลฯ โดยให้องค์กรเหล่านี้หรือตัวแทนเข้ารับสลากจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแทนผู้ค้ารายย่อย

ปรากฏต่อมาว่า มีกลุ่มบุคคลผู้มีอิทธิพลในวงการสลากกินแบ่งเข้ารับซื้อโควตาสลาก จากองค์กรและสมาชิกรายย่อยเกือบทั้งหมด นำไปบริหารจัดการจำหน่ายเสียเอง ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากยอมขายโควตาของตนทั้งหมดให้ตัวแทนเพื่อรับเงินก้อนตอบแทนไปครั้งเดียว แล้วหันกลับมาซื้อสลากราคาแพงจากตัวแทนไปจำหน่ายอีกครั้งหนึ่ง ตัวแทนผู้มีอิทธิพลนำสลากจำนวนมากมารวมหมายเลขเดียวกันขายเป็นชุดในราคาสูง น่าตกใจที่สลากกินแบ่งซึ่งควรกระจายไปทั่วประเทศกลับมารวมกันเป็นชุดเลขเหมือนได้ถึง 30 ชุด ในที่เดียวกัน

สลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลที่มีค่าตอบแทนการขายร้อยละ 7 และร้อยละ 9 ของราคา 40 บาท จะตกเป็นกำไรเพียงฉบับละประมาณ 3.50 บาท แต่มีการซื้อขายโควตากันถึงฉบับละ 6 บาท ทำให้ต้นทุนสลากของตัวแทนผู้รวบรวมสลากตกฉบับละ 42-43 บาท หากคำนวณถึงส่วนที่ต้องกระทบจาก “เลขเน่า” ที่ขายยากอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ต้นทุนอาจสูงถึง 44 บาท และขายออกแก่ผู้ขายรายย่อยในราคาสูงถึง 45-46 บาท หรือคู่ละเกิน 90 บาท ส่วนเลขสวยที่ถูกรวมชุดเหมือน 10 หรือ 20 หรือ 30 คู่ มีการขายกันตามความนิยมถึงคู่ละเกิน 100 บาท ซึ่งเป็นปัญหาของการขายสลากเกินราคาที่ไม่อาจแก้ไขได้เลยจนบัดนี้

ระหว่างปี 2540-2544 ในช่วงรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 กระทรวงการคลังไม่ยอมให้เพิ่มจำนวนสลากอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่า การเพิ่มจำนวนสลากไม่อาจแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาได้ แต่กลับจะเป็นช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่นจากโควตาสลากที่พิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและมหาศาล จำนวนสลากที่มี 44 ล้านฉบับ ในปี 2540 คงมี 44 ล้านฉบับ ในปี 2544 เมื่อรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 พ้นวาระ

รัฐบาลต่อมาในปี 2544-2548 มีการเพิ่มสลากขึ้นมาอีก 10 ล้านฉบับ เป็นสลากจำนวน 54 ล้านฉบับ ไม่รวมการขายหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ที่มีปัญหาจนศาลฎีกาฯต้องมีคำพิพากษาลงโทษผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เฉพาะสลากที่พิมพ์เพิ่ม 10 ล้านฉบับ มีผู้ได้ประโยชน์จากการขายโควตาที่เพิ่มขึ้นฉบับละ 6 บาท จะเป็นเงินถึงงวดละ 60 ล้านบาท หรือเดือนละ 120 ล้านบาท หรือปีละ 1,440 ล้านบาท

มีคำยืนยันจากผู้เกี่ยวข้องว่า เคยมีการขนเงินร้อยยี่สิบล้านบาทไปยังพรรคการเมืองหนึ่ง แต่สุดท้ายมีอุปสรรคในการส่งมอบ ต้องขนย้ายอย่างทุลักทุเลไปตึกใหญ่แห่งหนึ่งที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการโทรคมนาคม มีคำกล่าวขานว่า มีการไปซื้อเครื่องเพชรชุดใหญ่ราคาหลายสิบล้านบาทที่ร้านเพชรในโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง เมื่อออกหลักฐานการรับเงินแล้ว ผู้ซื้อไม่ได้รับเครื่องเพชรไป แต่สั่งเจ้าของร้านให้ส่งมอบแก่สุภาพสตรีอีกผู้หนึ่ง สุดท้ายสุภาพสตรีผู้รับเครื่องเพชรได้นำเครื่องเพชรมาคืนเจ้าของร้าน ทำหลักฐานว่าได้ขายเครื่องเพชรแล้วรับเงินสดจากร้านเพชรไป มีคำกล่าวขานว่ามีการนำเงินสดจำนวนหลายสิบล้านบาทไปที่ห้องรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เพื่อส่งผ่านไปยังสุภาพสตรีที่รัฐมนตรีเรียก “แม่” ซึ่งไปรอรับอยู่ในห้องติดกัน

เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นจากการขายโควตาสลากกินแบ่งเป็นเรื่องใหญ่โตจริงๆ

ผู้เขียนเคยเตือนรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบและผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่ต้นปีที่แล้วว่า การเพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งไม่สามารถแก้ไขการขายสลากเกินราคาได้อย่างแน่นอน แต่อาจเป็นหายนะของรัฐบาลถ้าควบคุมเรื่องนี้ไม่ได้

หลังมีการอนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งเพิ่มสลากกินแบ่งอีกจำนวน 12 ล้านฉบับ โดยเพิ่ม 3 ครั้ง ครั้งละ 4 ล้านฉบับ ในเดือนธันวาคม 2552 กับเดือนมกราคม และมีนาคม 2553 วันนี้มีนายหน้าวิ่งขายโควตาสลากกินแบ่งทั่วบ้านทั่วเมืองในราคาฉบับละ 6 บาท โดยอ้างที่มาพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางท่านอย่างอาจเอื้อม และนักการเมืองหลายๆคนทั้งที่เท็จบ้างและจริงบ้าง

มีผู้คำนวณคร่าวๆ ว่า หากขายโควตา 12 ล้านฉบับ ได้เต็มจำนวน จะได้เงินถึงประมาณ 1,700 ล้านบาท

ปัญหานี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ลองรื้อโควตาสลากทั้งหมดมาตรวจสอบที่มาทั้งต้นทางและปลายทางสักทีไม่ดีหรือ ?

วันที่ 6/1/2010

 

 

 

บทความอื่นๆในคอลัมน์นี้
ใครแน่จริง…ช่วยรื้อทุจริตโควตากองสลากออกมาดูที (เรื่องนี้เห็นจะต้องเดือดร้อนถึง ป.ป.ช.อีกแล้ว) (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
เมื่อ “หมอดี” อำลาอาชีพหมอ (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
พระบรมราชปณิธานปรารถนา คำปรารภในรัฐธรรมนูญฯ 2550 (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
วิกฤติ “ดูไบ” ปัญหาที่ไม่ควร “ดูเบา” (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)
อ่านข่าวทั้งหมด

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s