สามก๊กการเมืองไทย ตอน เจาะแผนเผาทัพโจสิน


map_thailand.gif

map_thailand.gif

“…โจสินทำบาปกรรมอันมหันต์ต่อแผ่นดินและราษฎร แม้ร่อนเร่พเนจรก็ยังไม่สาสมกับผลกรรมที่ทำไว้ ดังนั้นโดยกรรมลิขิตจึงไม่มีทางที่จะตายในแผ่นดินเกิด แต่ทว่าคนผู้นี้มีความอาฆาตพยาบาท แม้ไม่สามารถตายในแผ่นดินเกิดก็น่าที่จะตายใกล้แผ่นดินเกิดเป็นแท้ “


ว่าแล้วก็กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่สุดจะแผ่วเบาว่า เมื่อครั้งบุรพกษัตริย์ของฮวนนั้งก๊กกระทำปฐมกรรมแก่พระยาละแวกผู้ทรยศและเนรคุณนั้น กระทำการที่ไหนเล่า ที่นั่นแหละน่าจะเป็นเรือนตายของโจสิน!


alan The Theme Song of Red Cliff Part 2 赤壁~大江东去~

Photo 2 หลินจื้หลิง รับบท เสี่ยวเกี้ยว แต่งงานกับ จิวยี่

Red Cliff OST

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เจาะแผนเผาทัพโจสิน พิมพ์

User Rating: / 1

แย่ดีที่สุด 

เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า ชะตาโจสินนั้นฟ้ากำหนดชัดเจนแล้ว มันเองแม้มีสติปัญญาเก่งกล้าสามารถเป็นอันมาก แต่มันกลับไม่รู้วิถีแห่งฟ้า ไม่รู้พลังจักรวาล ไม่รู้โลกนิติ ชะตามันจึงถึงกาลดับด้วยประการเหล่านี้ น้องเราจงคอยดูให้จงดี เจียงกุนสีเทากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงอีกว่า วิสัยยอดหมากรุกนั้นต้องสามารถกำหนดตาจน เล่าปี่ไปทำศึกแดนกังตั๋งก็กำหนดเอาเมืองเป๊กเต้เป็นเรือนตาย โจสินมันจะดับดิ้น ณ แห่งใด พี่ท่านพอจะคะเนการณ์ได้หรือไม่เจียงกุนสีกากีได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ความลับแห่งสวรรค์นั้นเราไหนจะบังอาจไปล่วงรู้ คนเราเลือกที่กินได้ เลือกที่ตายไม่ได้ แต่กลับมีคนกำหนดที่ตายให้คนได้ โจสินทำบาปกรรมอันมหันต์ต่อแผ่นดินและราษฎร แม้ร่อนเร่พเนจรก็ยังไม่สาสมกับผลกรรมที่ทำไว้ ดังนั้นโดยกรรมลิขิตจึงไม่มีทางที่จะตายในแผ่นดินเกิด แต่ทว่าคนผู้นี้มีความอาฆาตพยาบาท แม้ไม่สามารถตายในแผ่นดินเกิดก็น่าที่จะตายใกล้แผ่นดินเกิดเป็นแท้ว่าแล้วก็กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่สุดจะแผ่วเบาว่า เมื่อครั้งบุรพกษัตริย์ของฮวนนั้งก๊กกระทำปฐมกรรมแก่พระยาละแวกผู้ทรยศและเนรคุณนั้น กระทำการที่ไหนเล่า ที่นั่นแหละน่าจะเป็นเรือนตายของโจสิน!

บทความ สามก๊กการเมืองไทย
เขียนโดย ดุลยพาห์
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๐๘ น.

ฉางเฉิน รับบท ซุนกวน

ในช่วงสงครามเซ็กเพ็ก โจโฉยกกองทัพร้อยหมื่นจากเหนือลงใต้ หวังปราบเล่าปี่และซุนกวนให้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียว ดังปณิธานที่ตั้งไว้แต่เดิม ครั้นได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็ยกพลประชิดใกล้แม่น้ำแยงซี ตรงข้ามภูเขาเซ็กเพ็กฝั่งกังตั๋ง

โจโฉตั้งค่ายบกรายเรียงเป็นระยะทางนับพันเส้น ส่วนกองทัพเรือตั้งค่ายรายเรียงริมแม่น้ำแยงซีเป็นระยะทางนับพันเส้นเช่นเดียวกัน กลางคืนตามประทีปโคมไฟสว่างไสวไปทั้งคุ้งน้ำ สว่างดุจเวลากลางวัน

ขงเบ้งประสพความสำเร็จในการทำหน้าที่ทูต สร้างสัมพันธมิตร “เล่า-ซุน” ตั้งรับโจโฉ กองทัพกังตั๋งเคลื่อนพลตั้งรับศึกที่เขาเซ็กเพ็ก ในขณะที่กองทัพเล่าปี่ตั้งทัพรับศึกอยู่ที่เมืองกังแฮ โดยมีจิวยี่และขงเบ้งเป็นผู้บัญชาการและเสนาธิการใหญ่ มีอำนาจเด็ดขาดในการศึก

ทาเคชิ คาเนชิโร่ รับบท ขงเบ้ง

ขงเบ้ง จิวยี่ กำหนดยุทธศาสตร์สยบศึกจากแดนเหนือครั้งนี้คือใช้ไฟเผากองทัพโจโฉให้วายวอดภายในครั้งเดียว แต่เนื่องจากกองเรือรบของโจโฉอยู่กระจัดกระจาย จำเป็นที่จะต้องวางอุบายให้นำเรือมาผูกรวมกันไว้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้สะดวกต่อการเผาทัพเรือนั้น

ขงเบ้ง จิวยี่ ไหว้วานบังทองข้ามน้ำไปลวงโจโฉว่าทหารชาวดอนไม่สันทัดการรบทางทะเล ย่อมเมาคลื่นและมีการป่วยไข้เป็นอันมาก หากนำเรือรบมาผูกตรึงกันไว้ให้หนาแน่นดุจแผ่นดิน ปูไม้ให้ตรึงแน่นราบเรียบดีแล้ว ทหารชาวดอนก็จะรบบนเรือได้เหมือนรบบนพื้นดิน เห็นทีจะได้ชัยชนะ

จางเฟิงอี้ รับบท โจโฉ

โจโฉเชื่อตามคำแนะนำของบังทอง สั่งให้นำกองเรือรบทั้งหมดมาผูกรวมเข้า ใช้สายยูเหล็กยึดตรึงอย่างแน่นหนา และใช้ไม้แผ่นเรียบปูปากเรือเชื่อมต่อกันและตรึงไว้อย่างแน่นหนาทุกลำ ประหนึ่งดั่งพื้นดิน ทหารชาวดอนฝึกซ้อมรบก็เคลื่อนไหวยักย้ายถ่ายเทได้สะดวกไม่เมาคลื่นอีกต่อไป

ครั้นมีการประลองยุทธ์ทางนาวี โจโฉได้เคลื่อนกองเรือรบที่ผูกติดตรึงเป็นแผ่นพสุธาลอยน้ำเข้ารบกับกองเรือของจิวยี่ กองเรือของจิวยี่สู้ไม่ได้ก็ล่าถอยกลับไป

จิวยี่เห็นภัยคุกคามจากกองเรือที่ผูกติดตรึงกันเป็นแผ่นพสุธาว่าหากเนิ่นช้าไปทหารชาวดอนก็จะเคลื่อนพลข้ามฟากรุกรบยึดเอากังตั๋งได้สำเร็จ แต่ครั้นจะวางเพลิงเผากองทัพเรือโจโฉก็ไม่เห็นเป็นที เพราะฤดูกาลนั้นกระแสลมพัดจากฝั่งกองทัพโจโฉมายังฝั่งกองทัพจิวยี่ ไม่สามารถใช้เพลิงได้ พอจิวยี่เห็นทิศทางลมเช่นนั้นก็ตกใจ ร้องขึ้นสุดเสียงแล้วล้มลง มีอาการป่วยหนักจนเป็นที่วิตกของทั่วทั้งกองทัพ

ขงเบ้งได้ข่าวก็เข้าไปเยี่ยมจิวยี่ แล้วกล่าวว่าเป็นธรรมดาของชีวิตที่มิรู้จะป่วยไข้ในเวลาใด เพราะใครเล่าจะรู้ถึงความแปรปรวนของเลือดลมได้ จิวยี่ได้ยินคำว่าลมก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัว เกรงว่าขงเบ้งจะรู้เท่าทันความคิดซึ่งวิตกอยู่ ขงเบ้งจึงกล่าวว่าอาการป่วยครั้งนี้เพราะความไม่ปกติของธาตุทั้งสี่ในกาย โดยธาตุดินกับธาตุน้ำนั้นเป็นปกติอยู่ แต่ธาตุลมกับธาตุไฟนั้นไม่เป็นปกติ หากปรับลมและไฟให้ได้ดุล อาการที่ป่วยก็จะหายไป

จิวยี่ได้ฟังคำขงเบ้งเอ่ยถึงลมและซ้ำด้วยไฟก็ยิ่งสะดุ้งขึ้นสุดตัว คะเนว่าขงเบ้งรู้เท่าทันความคิดตนแน่แล้ว เพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของกังตั๋งความมานะและพยศจึงค่อยคลายลง จึงถามขงเบ้งว่าเมื่อกุนซือรู้ถึงความไม่ปกติฉะนี้ พอจะมียารักษาบ้างหรือไม่

ขงเบ้งจึงว่า ต้องให้ยาเย็นโรคจึงจะหาย จิวยี่จึงว่ายาเย็น ยาร้อนก็กินมาหมดแล้ว แต่อาการก็ไม่บรรเทา ขอพึ่งสติปัญญาวิชาคุณกุนซือช่วยรักษาให้ด้วยเถิด ขงเบ้งเห็นจิวยี่อ่อนลง จึงสั่งทหารเอาหมึกและพู่กันพร้อมกระดาษเข้ามา แล้วโบกมือขับไล่ทหารรับใช้ออกไป จากนั้นก็เขียนเทียบยามอบให้กับจิวยี่

จิวยี่รับเทียบยาซึ่งขงเบ้งเขียนให้มาอ่านดูก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว หน้าที่ขาวซีดก็ยิ่งซีดเผือดลงไปอีก เพราะในเทียบยานั้นมีความว่า การทั้งปวงซึ่งเตรียมพร้อมไว้แล้วนั้นคงขาดก็แต่ลมสลาตันพัดมาเมื่อใด โรคของท่านก็จะหาย

 

เหลียงฉาเหว่ย รับบท จิวยี่

จิวยี่อ่านความมาถึงคำว่าลมสลาตันก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัว ผลุนผลันลุกออกจากเตียงลงมาคุกเข่าต่อหน้าขงเบ้งพลางกล่าวว่า ในเมื่อกุนซือรู้อาการโรคฉะนี้ ก็น่าจะรู้วิธีว่าทำอย่างไรจึงจะได้ลมสลาตัน

ความจริงขงเบ้งคำนวณวันเวลาฤดูกาลกระจ่างแจ้งในใจดีแล้วว่า ในวันแรมต้นเดือนอ้ายนั้น จะมีลมสลาตันนอกฤดูพัดมาถึง 3 วัน คือพัดจากทิศที่กองทัพจิวยี่ตั้งอยู่ไปทางด้านกองทัพของโจโฉ แต่เกรงว่าหากบอกความจริงจิวยี่ก็จะไม่เกรงความคิดที่จะทำการกันในวันข้างหน้า จึงแสร้งหลอกจิวยี่ว่าจะทำพิธีเรียกลมสลาตันให้ 3 วัน

 

ปัญหาใหญ่ในใจจิวยี่จึงแก้ตกไป แต่คงเหลือปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการจะนำเพลิงเข้าไปให้ถึงกองทัพเรือโจโฉ ซึ่งต้องฝ่าด่านและสิ่งกีดขวางจำนวนมากว่าจะทำประการใด

ในที่สุดจิวยี่ก็ได้อาศัยอุยกายขุนพลสามแผ่นดินของกังตั๋งยอมพลีกายตนเองรับโทษทัณฑ์สถานหนัก ปิ่มว่าจะเสียชีวิต ทนแรงโบยจนสลบแล้วสลบเล่าหลายครั้งหลายหน แล้วลอบส่งคนไปขอสวามิภักดิ์กับโจโฉ โดยจะนำกองเรือเสบียงมาเป็นบรรณาการในการเข้าสวามิภักดิ์ด้วย

โจโฉได้ทราบความจากไส้ศึกที่ส่งเข้ามาอยู่ในกองทัพจิวยี่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เชื่อว่าเป็นความจริง จึงยอมรับการสวามิภักดิ์ของอุยกาย พร้อมเมื่อใดให้อุยกายนำกองเรือเสบียงมาพบได้เมื่อนั้น

ในช่วงนั้นบรรดาที่ปรึกษาของโจโฉก็ทักท้วงว่าการเอาเรือรบมาผูกติดกันอาจถูกทำลายได้ด้วยเพลิง แต่โจโฉก็หัวเราะเยาะ เอาคบเพลิงมาจุดให้ดูต่อหน้านายทหารทั้งปวง ปรากฏว่าลมพัดเพลิงที่คบโหมไปทางด้านกองทัพเรือจิวยี่ โจโฉจึงว่าตนเองคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ฤดูกาลนี้ไม่มีลมสลาตัน หากจิวยี่จะวางเพลิงไฟก็จะไหม้เรือจิวยี่เอง อย่าได้วิตกสืบไป

ครั้นถึงวันลมสลาตันพัดมา จิวยี่ก็ระดมทั้งกองทัพบก กองทัพเรือเข้าโจมตีกองทัพโจโฉพร้อมกัน อุยกายคุมกองเรือเสบียงปลอม ซึ่งบรรทุกเชื้อเพลิงเต็ม ตรงรี่ไปยังกองทัพเรือโจโฉตามที่ได้นัดหมายไว้

โจโฉกับเหล่าแม่ทัพนายกองและที่ปรึกษากำลังเสพสุรารื่นเริงรอรับอุยกาย ในขณะนั้นลมสลาตันเริ่มพัดมา ที่ปรึกษาโจโฉจึงท้วงขึ้นอีกว่าวันนี้ลมสลาตันพัดมา หากข้าศึกใช้เพลิงเผาจะเป็นอันตราย โจโฉได้ฟังก็หัวเราะเยาะ แล้วบอกว่าเป็นแค่ลมนอกฤดู ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ ไหนเลยจะเตรียมตัวได้ทัน อย่าได้วิตกไปเลย

จางชาน รับบท อุยกาย

แต่พอกองเรือเสบียงของอุยกายแล่นเข้ามาในระยะใกล้ ที่ปรึกษาของโจโฉเห็นเรือเสบียงลอยฟ่องอยู่เป็นที่ผิดปกติ จึงชี้ให้โจโฉดูแล้วบอกว่า ถ้าเป็นกองเรือบรรทุกเสบียงจะต้องเพียบแปล้ แต่นี่กองเรือของอุยกายเบาฟ่องผิดปกตินักเกรงว่าจะบรรทุกเชื้อไฟ โจโฉมองไปตามมือ เห็นเหตุการณ์แล้วก็รู้สึกเฉลียวใจ ออกคำสั่งให้ทหารนำเรือออกไปถ่ายทอดคำสั่ง ห้ามอุยกายเข้ามาใกล้กองเรือ โดยให้จอดกองเรือเสบียงไว้ที่ด้านนอก

อุยกายเห็นเหตุการณ์พลิกผันเช่นนั้นก็มิได้ระย่อท้อถอย คำนึงถึงระยะห่างจากกองเรือโจโฉแล้วเห็นว่าเป็นระยะทำการ จึงสั่งเร่งความเร็วให้พลพายเร่งฝีพายหนุนแรงลมที่พัดเร็วขึ้นทุกขณะ พร้อมสั่งให้จุดไฟขึ้นในเรือทุกลำ แล่นพุ่งตรงเข้าชนกองเรือโจโฉ

พอแสงไฟลุกขึ้นจากกองเรือเสบียงของอุยกาย ทหารโจโฉบนเรือก็ตกตะลึง ไม่ทันทำการประการใด กองเรือเพลิงของอุยกายแต่ละขบวนก็แล่นเข้าปะทะกับกองเรือของโจโฉ ไฟที่ลุกไหม้จากกองเรือเพลิงก็ไหม้ลามกองเรือของโจโฉ เมื่อแรงลมผสมแรงไฟกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ของโจโฉก็ถูกกลืนกินไปในทะเลเพลิงในค่ำคืนนั้น เป็นอันสิ้นสุดของสงครามเซ็กเพ็ก

บทบาทของอุยกายจึงเป็นที่เล่าขานและเป็นที่นับถือศรัทธาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

และแล้วเรื่องราวของอุยกายก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้งหนึ่ง ในสถานการณ์การเมืองของฮวนนั้งก๊กที่กำลังคุกรุ่นดุเดือดเลือดพล่าน จนมีการกล่าวประกาศอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจะต้องปิดฉากล้มรัฐบาลเด็กน้อยให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี

โดยจะมีการจัดชุมนุมใหญ่ของพวกอั้งนั้งหรือคนแดง ชนิดที่ไม่จบไม่เลิก ทั้งๆ ที่ชุมนุมมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยจบแต่ต้องเลิกไปทุกครั้ง จะต่างกันบ้างก็ตรงที่เจ็บมาก เจ็บน้อย ช้ำมาก ช้ำน้อยเท่านั้น แต่ที่เหมือนกันก็คือหลังการจัดชุมนุมทุกครั้งบรรดาหัวโจกอั้งนั้งต่างกระเป๋าตุงและพุงปลิ้นตาม ๆ กัน

เทศกาลเพ็ญเดือน 12 พระจันทร์ผ่องพรรณงามกระจ่างฟ้า ลอยอยู่กลางอากาศ ทอแสงเจิดจ้าดุจดังประทีปแห่งสรวงสวรรค์ มอบความสว่างบรรเจิดให้กับมวลมนุษย์ในการประกอบพิธีกรรมลอยประทีปตามความเชื่อที่ยึดถือกันมาช้านาน

ทุกริมฝั่งน้ำ ไม่ว่าแม่น้ำหรือบ่อน้ำหรือสระน้ำหรืออ่างน้ำ ล้วนมีชาวฮวนนั้งก๊กกระทำพิธีลอยประทีปเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความสุขความเจริญและความรุ่งเรืองของตนกันทุกหนทุกแห่ง

ที่ริมคลองเล็ก ๆ ใจกลางเมืองหลวงก็เช่นเดียวกัน บรรยากาศยามนั้นสงบเงียบ มีแต่เสียงสายลมพัดมาถูกใบไม้พลิ้วหวิวหวู ซือหม่าป๋าเพิ่งได้เวลาพักผ่อนขึ้นตึกใหญ่ คงเหลือแต่เหล่าเจียงกุนที่ยังคงนั่งจิบน้ำชาท่ามกลางสายลมอันสุดแสนจะสบายหลังการลอยประทีปแล้ว

เจียงกุนสีเทาเอ่ยปากถามเจียงกุนสีกากีว่าพี่ท่านยามนี้ดูมีทีท่าสบายใจยิ่งนัก คงเป็นอารมณ์สุนทรีที่ได้รับผลแผ่มาจากเล่าซือหม่าเป็นแน่แท้

 

เจียงกุนสีกากีจึงว่า น้องเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าธรรมดาหมากล้อมนั้นไหนเลยจะเล่นไปเรื่อยเปื่อยไม่เลิกรา วันเวลาปิดเกมแล้วดื่มสุราฉลองใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว

เจียงกุนสีเทาจึงกล่าวว่า ก็พวกอั้งนั้งมันประกาศอย่างไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินว่าจะปิดเกมอำนาจของก๊กน้ำเงิน-ฟ้า ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งดูไปแล้วก็สอดคล้องกลมกลืนกับคำพูดของโจสินประหนึ่งนัดหมายกันไว้ หรือว่ามีสิ่งใดแอบแฝง

เจียงกุนสีกากีจึงว่า ขนมเปี๊ยะที่พวกเราใช้แกล้มน้ำชากันนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ที่มา มันย่อมมีที่มาเหมือนกันในทุกสิ่ง คำพูดของโจสินและพวกอั้งนั้งหาใช่การผายลมไม่ และแม้เป็นการผายลมก็ย่อมมีที่มาจากอาหารและเลือดลมอันไม่ปกติเช่นเดียวกัน เจียงกุนสีเทาจึงกล่าวว่า พี่ท่านพูดมาให้กระจ่างเถิด ป่วยการไยที่จะไปเอ่ยถึงขนมเปี๊ยะและการผายลมเล่า

เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวว่า โจสินและกลุ่มสหายที่ถนัดถือไม้กอล์ฟยิ่งกว่าถือปืน วางแผนลึกเป็นแผนลับ หมายจะใช้ยุทธการสี่ประสานไล่ปี้เซ็ก ล้มอำนาจก๊กส้ำเงิน-ฟ้า เพื่อหวังกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง ฉวยโอกาสที่ตั๋งเทือกและลิห้อยมัวแต่สาละวนเรื่องเล่นแร่แปรธาตุเข้ากระเป๋าตนเอง ไม่ใส่ใจการแผ่นดินและราษฎร จัดวางขบวนทัพอย่างแยบยลเป็น 4 กระบวน หมายพิฆาตปี้เซ็กให้วายวอดในการศึกครั้งสุดท้ายนี้

เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แต่ยังคงนิ่งฟังอย่างสงบ เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวต่อไปว่า กระบวนหนึ่ง มันหมายใช้พวกอั้งนั้งระดมพลนับร้อยหมื่นเข้าเมืองหลวง ยึดศาลาว่าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน แล้วใช้กระบอกเสียงป่าวร้องชักชวนให้ผู้คนมาเข้าเป็นพวก ประกาศยึดอำนาจ กระบวนหนึ่ง มันใช้เล่าจิ๋วไปปลุกปั่นยุยงข้างชายแดนภาคใต้ให้ก่อการจลาจล จุดเพลิงไฟระเบิดเผาผลาญบ้านเรือนและราษฎรให้ระส่ำระสาย กระบวนหนึ่ง ตัวโจสินเองและเล่าจิ๋วร่วมมือกันยุยงติดสินบนให้ฮวยเซ็งผู้นำขะแมร์ก๊กให้สร้างสถานการณ์สู้รบกับกองทัพของอ้วนพ้ง ดึงกำลังของอ้วนพ้งจากเขตที่ 1 และเขตที่ 2 ออกไปอยู่ชายแดน เพื่อทำให้เมืองหลวงว่างกำลัง จากนั้นพรรคพวกของโจสินก็จะใช้หน่วยกำลังรับจ้างเข้าทำการจับกุมวินาศกรรมและทำลายปรปักษ์ต่าง ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยจะมีบางหน่วยเข้าควบคุมฮ่องเต้ ประสานกับการปล่อยโคมลอยเพื่อให้เกิดความระส่ำระสาย และด้วยศึกนี้ศึกเดียวก็คาดว่าปี้เซ็กเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมย่อมคาดคิดไม่ถึง กว่าจะรู้ตัวก็คงตกเก้าอี้ไปนานแล้ว

เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็ทำสีหน้าครุ่นคิด พร้อมกับเอ่ยว่าถ้าอย่างนี้คงเสร็จมันแน่ แต่ไฉนพี่ท่านและซือหม่าป๋าจึงยังคงเบิกบานสำราญใจยิ่งนัก หรือว่ามิทราบแผนการอุบาทว์นี้

เจียงกุนสีกากีโบกมือเสี่ยวเอ้อที่ยืนคอยเสริฟน้ำชาอยู่ในที่ใกล้ให้ออกไปห่าง ๆ พลางลดน้ำเสียงลงแล้วกล่าวว่า กำแพงมีหู ประตูย่อมมีตา ที่ไหนมีสายลมพัดผ่าน ที่นั่นย่อมไม่มีความลับ แม้แผนการอุบาทว์ชาติชั่วจะวางลึกอย่างลับเพียงใด แต่พวกมันกลับคิดอ่านแผนการอุบาทว์นี้ในที่ซึ่งมีสายลมอยู่

น้ำเสียงสะดุดลงนิดหนึ่ง แล้วกล่าวสืบไปว่าไม่ใช่สายลมตามป่าเขาดอก หากแต่เป็นสายลมในห้องปรับอากาศนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ไหนเลยจะรักษาความลับเอาไว้ได้ น้องเราเป็นพวกบู๊เงี๊ยบ ย่อมกระจ่างเป็นอย่างดีว่าอันแผนการทั้งหลายนั้นหากล่วงรู้ไปถึงผู้อื่นแล้วมันจะกลับกลายสภาพเป็นอาวุธร้ายที่สามารถประหัตประหารผู้วางแผนได้อย่างเลือดเย็นที่สุด

เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แต่มิวายที่จะเอ่ยปากถามต่อไปว่า ก็ระยะเวลาที่ผ่านมานี้ไม่เห็นซือหม่าป๋าฝึกปรือเคลื่อนไหวลมปราณแต่ประการใด มีแต่นั่งสมาธิอย่างสงบเงียบ ประดุจดังปรมาจารย์ตั๊กม้อที่ฝึกพลังจิตอยู่ในถ้ำฉะนั้น เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวว่า ขงเบ้งนั่งอยู่ในกระท่อมน้อยก็กระจ่างการทั้งแผ่นดิน เหมาเจ๋อตงอยู่ในบ้านดินเล็ก ๆ ก็สามารถบัญชากำลังรบ 24 ล้านคนได้ ไฉนจะต้องออกไปเต้นแร้งเต้นกาด้วยเล่า น้องเรารับใช้ซือหม่าป๋ามาช้านาน ยังมิกระจ่างความประการนี้อีกหรือ

เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แล้วกล่าวว่าการที่เล่าจิ๋วจู่ ๆ ก็ผุดออกจากหลุม ออกไปเต้นแร้งเต้นกา หรือว่าจะเป็นแผนการของซือหม่าป๋า เฉกเดียวกับที่จิวยี่ใช้อุยกาย

สายลมโหมแรงมาต้องใบไม้ดังหวิวหวือ แต่กลับไม่มีคำตอบใด ๆ บรรยากาศเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เจียงกุนสีเทาจึงเอ่ยปากถามต่อไปว่า เมื่อครั้งสามก๊กอุยกายเอาไฟไปเผาที่กองทัพเรือของโจโฉ แต่ส่วนกองทัพบกก็มีเหล่าเจียงกุนหลายกองแยกย้ายกันไปทำงาน แล้วคราวนี้จะเป็นประการใด

สามก๊กการเมืองไทย

ตอน เจาะแผนเผาทัพโจสิน

"ศูนย์ฝึกไทยแดง" ในพนมเปญ ภายใต้การดูแลของ "เขมรแดง"
ขำๆ “ฮุนษิณ-ทักเซน” ผ่าน Stepff การ์ตูนนิสต์อินเตอร์ฯ

“ศูนย์ฝึกไทยแดง” ในพนมเปญ ภายใต้การดูแลของ “เขมรแดง”

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เจาะแผนเผาทัพโจสิน  …..

Advertisements