“คำนูณ” ชี้ ปชช.สละเลือดเนื้อป้อง รธน.50 เบรก ส.ว.-ส.ส.สุมหัวแก้กันเอง

“คำนูณ” ชี้ ปชช.สละเลือดเนื้อป้อง รธน.50 เบรก ส.ว.-ส.ส.สุมหัวแก้กันเอง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2552 15:54 น.

คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา (แฟ้มภาพ)

คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา (แฟ้มภาพ)

คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา

“คำนูณ” เตือนสติ ส.ส.-ส.ว.อย่าเพิ่งสุมหัวแก้ไข รธน.50 กันเอง

ระบุ เป็น รธน.ผีคุ้ม หลังภาคประชาชนชุมนุมยาวนาน 193 วัน
เพื่อปกป้อง เมื่อปี 51 จนเสียชีวิต 10 คน เจ็บสาหัสอีกหลายสิบคน
และยังจะยืนหยัดพิทักษ์ รธน.ต่อไป แนะรัฐทำเรื่องสมานฉันท์และ
ปฏิรูปการเมือง ตามข้อสรุป กก.สมานฉันท์ก่อน ส่วนการแก้ไข
รธน.ต้องผ่านการรับฟัง ปชช.อย่างกว้างขวาง

http://wp.me/p3uK8h-3l
คำนูณ สิทธิสมาน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายคำนูณ สิทธิสมาน อภิปรายในสภา

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 17 ก.ย.นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา
ได้ลุกขึ้นอภิปราย ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ 2550
มาตรา 179 วาระพิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อ
การปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายคำนูณ กล่าว
ว่าการประชุมครั้งนี้พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมาก ราวกับว่าเป็นวาระ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยลืมไปว่า เคยมีการต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่อ
ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อปี 2551 จนสามารถหยุดยั้งกระบวนการแก้ไข
รัฐธรรมนูญที่เริ่มดำเนินการโดยสมาชิกรัฐสภาที่มีเสียงมากพอตั้งแต่เดือน
มีนาคม 2551 ได้

ล่าสุด แม้จะมี ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อกันเสนอญัตติแก้ไขอีกครั้ง ตาม
รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ พ่วงกับอีก 2-3 ประเด็น แต่สุดท้ายก็
มีการถอนชื่ออีก จนญัตติไม่ได้เข้าสู่ระเบียบวาระ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
คปพร.ก็ยังคาอยู่ในระเบียบวาระใกล้จะครบ 1 ปี และเสี่ยงต่อการขัด
รัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าชื่อกัน
เสนอร่างกฎหมาย

นายคำนูณ ย้ำว่า เราจึงไม่อาจมองข้าม หรือไม่พูดถึง การ
เคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดย
เฉพาะการชุมนุมยาวนานรวม 193 วัน ที่มีผู้เสียสละชีวิตรวม 10 คน ผู้สูญ
เสียอวัยวะสำคัญ 7 คน บาดเจ็บสาหัสอยู่ในอาการโคม่า 3 คน และมีผู้
บาดเจ็บสาหัสตามนิยามที่ยอมรับนับถือกัน 34 คน ดังนั้น เท่ากับว่า
รัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้ ได้รับการรดน้ำพรวนดินด้วยชีวิต เลือดเนื้อ และ
น้ำตา ของภาคประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว สำหรับพวกเขา ภารกิจพิทักษ์
ปกป้องรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้น ณ วันนี้ความศักดิ์สิทธิ์ในภารกิจจะมิใช่เพียง

เหตุผลตามปณิธานทางการเมืองเท่านั้น แต่จะผนวกเสริมด้วยภารกิจยืน
หยัดพิทักษ์เจตนารมณ์ของผู้เสียสละชีวิตและสูญ เสียอวัยวะด้วย
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร
เมื่อไร จึงไม่อาจรวบรัดตัดตอนกันในที่ประชุมแห่งนี้ หรือโดยคณะ
กรรมการชุดนี้ โดยไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทาง
ตรงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้อง
รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กลัว ไม่ใช่เกรง หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เป็นพิเศษ แต่จุดประสงค์สูงสุดคืออะไร คือ ความสมานฉันท์ คือ สันติ
หรือคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าคำตอบเป็นว่า คือ ความสมานฉันท์ คือ สันติ และเห็นๆ กันอยู่
ว่าการริเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง คือ การจุดชนวนความขัด
แย้งรอบใหม่ให้คุโชนขึ้นมาอีก เราจะทำไปทำไม

นายคำนูณ กล่าวถึง รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า ตอบ
โจทย์ ได้ในระดับหนึ่ง รายงานในบทที่ 2 “การสร้างความสมานฉันท์ใน
บ้านเมือง” และบทที่ 3 “การปฏิรูปการเมือง” ไม่มีใครอภิปรายคัดค้านเลย
น่าจะถือเป็นฉันทมติประการหนึ่ง ในขณะที่บทที่ 4 “รัฐธรรมนูญและ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง” นั้น มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้คัดค้าน เพื่อให้การประชุมมี

บทสรุป รัฐบาลจึงควรรับไปทำเฉพาะส่วนที่ได้ฉันทมติก่อน

นายคำนูณ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมการ
สมานฉันท์ทั้งหมด โดยเฉพาะ“บทนำ” ที่มีฉันทาคติกับรัฐธรรมนูญ 2540
อคติกับรัฐธรรมนูญ 2550 และพูดถึงความจริงไม่รอบด้าน โดยเฉพาะ
จงใจไม่พูดถึงการใช้ช่องว่างช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2540 ผนึกอำนาจ
เบ็ดเสร็จขึ้น ไม่เห็นด้วยกับ “บทสรุป” ที่นอกจากจะไม่มีตรรกะสนับสนุน
เลยว่าหากแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นแล้วจะเกิดความสมานฉันท์อย่างไร

แล้ว ยังไม่มีตรรกะต่อเนื่องกับบทก่อนหน้านั้น

ร่างคำอภิปราย นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในที่
ประชุมรัฐสภา วันที่ 17 กันยายน 2552

“ท่านประธานฯที่เคารพ…..

กระผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก
รัฐสภา…

กว่า 30 ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเราพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
กันมากเหลือเกิน ในหลากหลายรูปแบบ ประหนึ่งว่านี่คือการประชุมใน
วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ เป็นแต่เพียงการขอรับฟังความคิดเห็น
แต่ความจริงประการหนึ่งที่ยังไม่ได้ยินการพูดถึงโดยตรง ก็คือ…

การต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่อพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้-
ซึ่ง-ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธก็
คือกระบวนการต่อสู้ของพวกเขามีผลอย่างสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ
นี้ยังคงยืนยงคงทนไม่ถูกแก้ไขมาจนทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่กระบวนการขับ
เคลื่อนเพื่อให้เกิดการแก้ไขเริ่มนับ 1ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 โดย
สมาชิกรัฐสภามีเสียงมากเกินพอที่จะแก้ไขได้

ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อกันเสนอญัตติแก้ไขครั้งแรก-ชนิดยกฉบับ-เมื่อ
วันที่ 22 เมษายน 2551 แต่สุดท้ายก็มีการถอนชื่อ จนญัตติไม่ได้เข้าสู่
ระเบียบวาระ

ล่าสุด ก็เช่นกัน ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อกันเสนอญัตติแก้ไขอีกครั้ง
ตามรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ พ่วงกับอีก 2-3 ประเด็น แต่
สุดท้ายก็มีการถอนชื่ออีก ญัตติไม่ได้เข้าสู่ระเบียบวาระอีก
แม้จะมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร.-ที่แก้ยกฉบับ-คาอยู่ใน
ระเบียบวาระ แต่ก็คามาใกล้จะครบ 1 ปีเต็มแล้ว และเสี่ยงต่อการขัด
รัฐธรรมนูญไม่น้อย เพราะขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน
เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมาย

การเคลื่อนไหวเตรียมยื่นถอดถอนผู้ที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้ของภาคประชาชน ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย หรือประณาม แต่ก็ต้อง
ยอมรับว่ามีผลก่อให้เกิดการถอนชื่อในระดับสำคัญ

เราจึงไม่อาจมองข้าม หรือไม่พูดถึง การเคลื่อนไหวของภาค
ประชาชนในการพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย ไม่
เห็นด้วย หรือกระทั่งประณามหยามเหยียด ซึ่งก็ได้ยินอยู่บ่อยในที่ประชุม
แห่งนี้ โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสเข้ามาใช้สิทธิพาดพิง
การต่อสู้ของภาคประชาชนที่ว่า-ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่-เป็นการ
สร้าง
ประวัติศาสตร์ใหม่ของการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ไม่เคยเกิดขึ้น
มาก่อน

มีการชุมนุมปักหลักพักค้างต่อเนื่องกลางถนน ในทำเนียบรัฐบาล
สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ยาวนานรวม 193 วัน

มีผู้เสียสละชีวิตรวม 10 คน
มีผู้สูญเสียอวัยวะสำคัญ 7 คน
มีผู้บาดเจ็บสาหัสอยู่ในอาการโคม่า 3 คน
และมีผู้บาดเจ็บสาหัสตามนิยามที่ยอมรับนับถือกัน 34 คน

ย้ำอีกครั้ง-เสียชีวิต 10 เสียอวัยวะ 7 สาหัสอยู่ในอาการโคม่ามา
จนถึงวันนี้ 3

สรุป ผมกำลังจะบอกท่านประธานฯ ว่า รัฐธรรมนูญ 2550
ฉบับนี้ ได้รับการรดน้ำพรวนดินด้วยชีวิต เลือดเนื้อ และน้ำตา ของ
ภาคประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว !

สำหรับพวกเขา-ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่-การพิทักษ์ปกป้อง
รัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้คือ “ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์” ธงที่เขาพร่ำประกาศ
มาโดยตลอดก็คือ “มาทำหน้าที่ มาใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ” การ
พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญถือเป็นสัญลักษณ์เบื้องต้นของการต่อต้านการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวง การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงในการ
ทำการเมืองให้สะอาด บริสุทธิ์

แน่นอน มีบ้างที่เขาทำผิดกฎหมาย มีบ้างที่เขากระทำการที่อาจจะ
เกินกรอบมาตรา 63 รัฐธรรมนูญฉบับที่เขาปกป้อง
และวันหนึ่งข้างหน้า บางคนในหมู่พวกเขาอาจจะต้องติดคุก ไม่คดี
ใดก็คดีหนึ่ง หรือหลายคดีนับโทษรวมกัน

แต่…แม้ชีวิตยังสูญเสียได้ อวัยวะยังขาดหายได้ นับประสาอะไรกับ
อิสรภาพ คุกตาราง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญและ
กระบวนการยุติธรรม นอกจากจะไม่หนีแล้ว พวกเขาจะเดินเชิดหน้าเข้าสู่ที่
คุมขังด้วยภาคภูมิ

คุกขังเขาได้-แต่อย่าหมายเข่นฆ่าปณิธาน !

สำหรับพวกเขา ภารกิจพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้น และ ณ
วันนี้ความศักดิ์สิทธิ์ในภารกิจจะมิใช่เพียงเหตุผลตามปณิธานทางการ
เมืองเท่านั้น แต่จะผนวกเสริมด้วยภารกิจยืนหยัดพิทักษ์เจตนารมณ์ของผู้เสีย
สละชีวิตและสูญ เสียอวัยวะด้วย

การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร เมื่อไร จึงไม่อาจรวบรัด
ตัดตอนกันในที่ประชุมแห่งนี้ หรือโดยคณะกรรมการชุดนี้ โดยไม่ผ่าน
กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทางตรงอย่างกว้างขวาง โดย
เฉพาะประชาชนกลุ่มที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กลัว ไม่ใช่
เกรง ไม่ใช่ละเว้นการทำหน้าที่ของพวกเรา หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มใด
กลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ แต่…

แต่…จุดประสงค์สูงสุด ณ นาทีนี้ของพวกเราคืออะไร คือความ
สมานฉันท์ คือสันติ หรือคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ….
ถ้าคำตอบเป็นว่า “คือความสมานฉันท์…”, “คือสันติ…” และเห็น ๆ
กันอยู่ว่าการริเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง คือการจุดชนวน
ความขัดแย้งรอบใหม่ให้คุโชนขึ้นมาอีก เราจะทำไปทำไม

รัฐธรรมนูญแก้ได้ครับ แต่ต้องในภาวการณ์และเงื่อนไขที่
เหมาะสม

รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ “ตอบโจทย์” ได้ในระดับหนึ่ง
ชื่อเต็มของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ คืออะไร “คณะกรรมการสมานฉันท์
เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” สมานฉันท์ต้อง
มาก่อน ตามด้วยการปฏิรูปการเมือง แล้วถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

รายงานในบทที่ 2 “การสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง” และบท
ที่ 3 “การปฏิรูปการเมือง” ที่เท่าที่ผมจำได้ ไม่มีใครอภิปรายคัดค้านเลย นี่
น่าจะถือเป็นฉันทมติประการหนึ่ง การประชุม 2 วันนี้ไม่เสียเปล่า
ในขณะที่บทที่ 4 “รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” นั้น มีทั้งผู้
เห็นด้วยและผู้คัดค้าน

เพื่อให้การประชุมมีบทสรุป – รัฐบาลรับไปทำเฉพาะส่วนที่ได้ “ฉันท
มติ” ก่อน

ทำได้ทันที !

บางข้อเสนออาจฟังดูแปลก แปร่ง และไม่แน่ว่าจะได้ผลแค่ไหน แต่
ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ หลายประการก็ตรงกับนโยบายรัฐบาลอยู่
แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีรูปธรรมชัดเจน

ผมไม่เห็นด้วยกับรายงานฯ ทั้งหมด เห็นด้วยกับเพียง “บางส่วน” ไม่
เห็นด้วยกับ “บทนำ” ที่มีฉันทาคติกับรัฐธรรมนูญ 2540 อคติกับ
รัฐธรรมนูญ 2550 และพูดถึงความจริงไม่รอบด้าน โดยเฉพาะจงใจไม่พูด
ถึงการใช้ช่องว่างช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2540 ผนึกอำนาจเบ็ดเสร็จขึ้น
ไม่เห็นด้วยกับ “บทสรุป” ที่นอกจากจะไม่มีตรรกะสนับสนุนเลยว่าหากแก้
รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นแล้วจะเกิดความสมานฉันท์อย่างไรแล้ว ยังไม่มี
ตรรกะต่อเนื่องกับบทก่อนหน้า

แต่เห็นด้วยกับคำปรารภของท่านประธานฯ ดิเรก ถึงฝั่ง 2 ประโยค

ประโยคที่ 1 “ถ้าความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีจะเกิดขึ้นในชาติไม่ได้”
และโดยเฉพาะประโยคที่ 2 “เราจะต้องรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระ
มหากษัตริย์”

และเห็นด้วยอย่างมีเงื่อนไขกับประโยคที่ 3 “ทุกฝ่ายต้องถอยหลัง
คนละก้าวสองก้าว”
แต่เงื่อนไขของผมคือประโยคที่ 3 ต้องอยู่ภายใต้กรอบของประโยค
ที่ 1 และประโยคที่ 2 !!”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s